ฮวบเหมือนดินเหลว ข้าไม่สนสภาพอนาถของตัวเองเพราะดีใจที่รอดพ้นจากห้วงมิติบิดเบี้ยวแสนทรมานนั่น
“ข้าส่งได้เท่านี้ ที่เหลือเซอเซสคุงเดินเข้าไปเองแล้วกันนะ” พี่เพลโบกมือลาข้าที่ยังนั่งมึนไม่หาย ไม่ทันจะหันไปถามร่างทั้งสองก็หายไปเสียแล้ว
ช่างเป็นเวทที่สะดวกจริงๆ นึกอยากจะไปก็ไป ไม่มีแสง ไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้าซะด้วย จะมีก็แต่อาการพะอืดพะอมตกค้างที่ทำให้ข้าได้แต่นั่งกอดเข่าหน้าซีดเซียว
“ลุกสักทีสิ” โฟรเซนเตะข้า เฮ้ ทำตัวสุภาพกับเจ้านายหน่อยสิ “เจ้านายที่สภาพดูไม่ได้แบบนี้ข้าก็ไม่อยากได้นักหรอก”
“คิดว่าข้าอยากได้เจ้าเป็นคู่พันธะหรือยังไงล่ะ” มีแรงฮึดทันที ข้าดึงแขนโฟรเซนที่ปากเสียแต่ยื่นมือมาให้จับแล้วทรงตัวยืนดีๆ ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้าเป็นประตูบานหนึ่งที่ไร้ลวดลายใดๆ และไม่มีป้ายแขวนบอกชื่ออย่างที่เคยเห็น ที่ประหลาดที่สุดคือบริเวณรอบข้าง…เพราะมีเพียงพื้นกว้างประมาณหนึ่งเมตรที่ข้ากับโฟรเซนยืนอยู่และประตูตรงหน้าเท่านั้น นอกนั้นคือความมืดมิดที่ปกคลุม
ไม่มีสิ่งใดนอกเหนือจากนั้นเลย ไม่มีแม้แต่อย่างเดียว
พอนึกกลัวขึ้นมาข้าก็เกาะหลังโฟรเซนพลางชะเง้อไปหลังประตู พบว่ามีเพียงความว่างเปล่า ที่ยืนยังไม่มี หากข้าเปิดประตูและเดินเข้าไปไม่ตกความมืดตายหรอกหรือ
“ความคิดไร้สา