ตัวกาลกิณีซะอีก ยิ่งอีกฝ่ายยกยิ้มกว้างมากขึ้น ในใจข้าก็ราวกับได้รับการชำระล้างจนเคลิ้มเพ้อคล้ายต้องมนตร์สะกด
“จ๊าก!”
เจ้าเสือปรากฏตัวมาใช้อุ้งตะปบหลังข้าหนึ่งที ก่อนจะหายวับไปในพริบตา
จะหันไปขยุมกลุ่มขนนุ่มๆ มันก็ไม่ทันแล้ว ข้าเลยได้แต่ยืนยิ้มเซ่อให้ชายเบื้องหน้าด้วยแก้มแดงๆ อย่างขัดเขิน
“สะ…สวัสดีขอรับ” ข้าเอ่ยตะกุกตะกัก ทำตัวไม่ถูกเพราะปกติเวลาอยู่แดนเทพก็ไม่เคยจะมีใครทักทายดีๆ แถมยิ้มให้อย่างชวนเชื่อใจทุกอย่างชนิดหันซ้ายก็ซ้าย หันขวาก็ขวาขนาดนี้
“มีปัญหาอะไรกันหรือ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงนุ่มนวล ทำให้ข้ายิ่งรู้สึกปลาบปลื้มชื่นชมขึ้นไปอีก ประเมินจากรูปลักษณ์แล้วน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี ผมสีน้ำเงินเข้มตัดสั้น สวมชุดสีขาวสะอาด กลืนไปกับผิวขาวราวหิมะ ไม่อาจเดาได้ว่าเป็นเผ่าอะไร
แต่ต้องเป็นเผ่าพันธุ์ที่ศักดิ์สิทธิ์มากแน่!
‘หึ’
เสียงแค่นหัวเราะของเจ้าเสือคล้ายไม่เห็นด้วยกับข้า
“คือ…เรื่องค่าโดยสาร…ข้า…”
แต่ข้าไม่สนใจมันหรอก เทียบกับเสือปากเสียแล้ว ข้ายินดีสนทนากับชายตรงหน้ามากกว่า แม้จะพูดไม่ค่อยเต็มเสียงก็ตาม
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าจัดการให้นะ”
ช่างแสนดีอะไรขนาดนี้ อธิบายไม่ทันจบก็จับใจความได้และควักเงินจ่ายให้ทันที หัวขบวนรถไฟอ้าปากรับทั้งหมดแบบไม่ทอนพร้อมดวงตาโตที่ปิ