ดลง กลายเป็นรถไฟปกติอย่างที่ควรจะเป็น เสียงปู๊นๆ เริ่มห่างออกไปเมื่อรถไฟออกเดินทางอีกครั้ง
ชายหนุ่มโบกมือลาอย่างเป็นมิตร ส่วนข้าลงไปนั่งทรุดพลางลูบอกอย่างโล่งใจ นึกว่าจะโดนรถไฟไล่งับจนเหนื่อยตายซะแล้วสิ
‘ติงต๊อง’
“หุบปากไปเลย!”
“เอ๋?” เสียงสูงเป็นเชิงถามตามด้วยสีหน้าที่บ่งบอกความงุนงงทำเอาข้าสะดุ้งโหยง โฟรเซนพาซวยซะแล้วสิ ข้าตั้งใจจะตำหนิเจ้าเสือแท้ๆ ดันเหมือนกล่าวกับชายผู้มีพระคุณซะงั้นเลย
“ขอโทษขอรับ ข้าไม่ได้พูดกับท่านนะ ข้าพูดกับ เอ่อ…”
“โฟรเซนโฟเรซินคุงสินะ” ชายผู้มีพระคุณตอบด้วยรอยยิ้มสว่างไสวช่วยชโลมจิตใจ ข้าคิดว่าเขาคงเคยบวชมาก่อนเป็นแน่ ถึงได้มีจิตพิสุทธิ์ขนาดนี้
‘เจ้าโง่เอ๊ย ไม่สังเกตเลยรึไงว่าหมอนี่ไม่ปกติ!’
ใช่ ไม่ปกติ เพราะดูสูงส่งเลอค่ากว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่า
‘โอ๊ย ทำไมข้าถึงทำสัญญากับคนซื่อบื้อขนาดนี้นะ!’
เจ้าเสือส่งเสียงหงุดหงิดกับการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ ข้าเลยเพิ่งมีแก่ใจสังเกตว่าคนคนนี้ผิดปกติตรงไหนกัน ก่อนจะพบว่าการต่อท้ายชื่อด้วย ‘คุง’ นั้นเป็นคำเรียกที่แปลกจริงๆ นั่นแหละ
เพราะเคยทำงานบรรณารักษ์มาก่อน ข้าที่มักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือเพราะไม่มีเงินไปเล่าเรียนดีๆ จึงคุ้นว่าการเรียกขานแบบนี้เป็นคำเฉพาะสำหรับเผ่าพ