บนยอดเขาเทียน เสียงพิณไพเราะดังแผ่วเบา ราวกับลำธารใสไหลผ่านข้างหู เบาสบายราวกับนอนอยู่บนก้อนเมฆนุ่ม เส้นลมปราณทั่วร่างรู้สึกผ่อนคลายจนบอกไม่ถูกลู่หยางนอนเอกเขนกอยู่ในพงหญ้า มือสองข้างหนุนศีรษะ คาบหญ้าแพรกไว้ในปาก ฟังเสียงพิณของศิษย์พี่สาม รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปเมืองชุนเจียงเกือบหายไปหมดแล้วในขณะที่ฟังเสียงพิณของศิษย์พี่สาม ลู่หยางก็คีบเมล็ดบัวจากจานหนึ่งเมล็ดใส่ปากหากมีผู้รู้ก็จะพบว่านี่คือเมล็ดบัวจากบัวคู่แฝด บนผิวน ้าของแม่น ้าแฝดมีบัวคู่แฝดมากมาย ลู่หยางเก็บฝักบัวมาหลายฝักตอนจากมาศิษย์พี่สามสมกับเป็นผู้บำเพ็ญที่เชี่ยวชาญเรื่องเสียง ลู่หยางไม่มีความรู้ด้านนี้ ไม่รู้หลักการของกงซางเจวี๋ยจื้อยวี่ เพียงฟังในฐานะคนธรรมดาก็รู้สึกไพเราะแล้ว“ศิษย์พี่ บทเพลงที่ท่านบรรเลงนี้ชื่ออะไรหรือ?”
ศิษย์พี่สามหยุดสายพิณ เสียงเงียบลง “นี่เป็นบทเพลงโบราณที่ผู้อาวุโสเหลียนอี๋มอบให้ข้า ชื่อ ‘หงส์พักริมลำธาร’ เป็นบทเพลงที่ผู้อาวุโสแต่งขึ้นเมื่อครั้งพักผ่อนริมลำธาร เกิดแรงบันดาลใจ”จางเหลียนอี๋ใช้ขลุ่ยหยกเป็นอาวุธ ในด้านเสียงเพลงถือเป็นผู้ไม่มีใครเทียมได้ ไร้คู่แข่งแม้แต่เซียนอมตะผู้ชอบแข่งเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่องก็ต้องยอมแพ้“ศิษย์พี่ ตอนแรกท่านเข้าสำนักเราได้อย่างไรหรือ?” ลู่หยางถามด้วยความอยากรู้ศิษย์พี่สามถอนหายใจเบาๆ อย่างหาได้ยาก “พ่อแม่ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำ ไม่รู้อะไรมากเ