ลู่หยางมองดูผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างเหล่านั้นที่บินจากไปด้วยสายตากังวลใจ คิ้วขมวดมุ่น จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว“เป็นอะไรไป เสียดายที่พวกมันบินไปแล้วหรือ? อยากให้มาขอเจ้าแต่งงานต่อหรือไง?” เมิ่งจิ่งโจวแซวอย่างสนุกสนาน หลังจากงานเฉลิมฉลองเสร็จสิ้น ขบวนผู้คนที่มาขอลู่หยางแต่งงานนับไม่ถ้วน เมิ่งจิ่งโจวเห็นกับตา แอบอิจฉาอยู่ในใจตอนนี้ลู่หยางกำลังตาปริบๆ มองขบวนขอแต่งงานบินจากไป ทำให้เมิ่งจิ่งโจวยิ้มกว้างจนกดมุมปากไม่อยู่ลู่หยางส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยถึงความกังวลของตน: “ข้ากังวลว่าพวกเขาจะพบว่าขอข้าแต่งงานแล้วจะได้เจอกับอาจารย์ คนที่มาขอคงจะเยอะขึ้นอีกกระมัง”เมิ่งจิ่งโจว: “……”ชวนเจ้าคุยให้เสียยากเปล่า!ด้วยความจำของผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง การจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรไปจนเป็นศัตรูกับใครมา ก็พูดได้มากแล้วลู่หยางคิดว่าด้วยพรสวรรค์ดึงศัตรูของอาจารย์ วันหนึ่งถ้าได้ข่าวว่าอาจารย์ตายกะทันหันที่ไหนสักแห่ง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเช่นนั้น ลู่หยางแนะนำด้วยความหวังดี:“อาจารย์ ท่านเคยคิดจะเขียนพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าไหม? ข้าเกรงว่าเมื่อถึงจุดใกล้ตาย ท่านอาจไม่มีเวลาเขียน”ท่านเต๋าปู้อวี่มองศิษย์น้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง รู้สึกว่าระดับการพูดจาของลู่หยางนั้นเทียบชั้นศิษย์รองที่บรรลุแก่นทองคำอินหยางได้แล้ว“เจ้าเคยพบศิษย์พี่รองของเจ้าหรือ?”“ศิษย์พี่รอง? ไม่นี่ขอรับ เขาไม่ได้อยู่ที่ดิน