เอง
“รองประมุขลู่ผู้นี้เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวยิ่งนัก” ไป๋หมิงและคนอื่นๆ มีสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองรองประมุขลู่ที่กำลังโดดเด่นอยู่บนเวทีประลอง พวกเขาเริ่มระแวดระวังตัว“ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่าย” เหยียนเทียนจื้อก็รู้สึกถึงแรงกดดันจากรองประมุขลู่เช่นกัน ไม่เพียงแค่จากตัวรองประมุขลู่เอง แต่ยังมีแรงกดดันจากลัทธิสวรรค์ด้วยท่าทีของห้าสำนักเซียนและราชสำนักก็บ่งบอกได้ว่าลัทธิสวรรค์เป็นกลุ่มอำนาจที่ยิ่งใหญ่เพียงใดหลานถิงมองด้วยแววตาฉงนสนเท่ห์ นางรู้สึกว่าวิธีการของรองประมุขลู่ผู้นี้ช่างคล้ายคลึงกับบางคนที่นางคุ้นเคยเหลือเกินคู่ต่อสู้ของลู่หยางมีสองคน คนหนึ่งคือโม่เวิ่นหลี่ ศิษย์แท้จากสำนักอันดับหนึ่งอย่างสำนักเหลยฮั่ว อีกคนคือซู่ม่อ ที่ได้รับการขนานนามจากบรรดาผู้บำเพ็ญอิสระว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในยุคนี้ พวกเขามองลู่หยางที่ดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมที่หน้าผาก
“อย่าเกรงใจ โจมตีพร้อมกันเลย!” ซู่ม่อเอ่ยเสียงทุ้มสั่งการโม่เวิ่นหลี่ ด้วยนิสัยที่หยิ่งทะนงของเขา การจับมือกันโจมตีเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่คู่ต่อสู้เป็นรองประมุขลู่แห่งลัทธิสวรรค์ หากต้องการชัยชนะในรอบนี้ เขาจำเป็นต้องเก็บความทิฐิไว้ก่อนโม่เวิ่นหลี่ขมวดคิ้ว เจ้าหมอที่ถูกบรรดาผู้บำเพ็ญอิสระสรรเสริญว่าเป็นอัจฉริยะคนนี้ มีสิทธิ์อะไรมาสั่งการเขากัน?“หากอยากชนะ ก็ฟังข้า!” ซู่ม่อขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเด็กรุ่นหลังคนนี้ช่างไม