ลู่หยางเป็นผู้ฟังที่ดีมาก เขาเงียบฟังเซียนอมตะเล่าประวัติศาสตร์
ยุคโบราณ เอ่ยถามตามเพื่อให้เกิดการสนทนาต่อเนื่อง ฟังมาครึ่งชั่ว
ยามแล้ว
มีคนกล่าวว่าประวัติศาสตร์มักซ ้ารอย การทำสิ่งใดสามารถ
อ้างอิงประวัติศาสตร์เป็นแบบอย่างได้ เขาใคร่ครวญการประชุมของ
เซียนยุคโบราณตามที่เซียนอมตะเล่าอย่างจริงจัง มองหาสิ่งควรค่า
แก่การนำมาเป็นแบบอย่างหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ได้ข้อสรุป——
เขาเสียเวลาไปครึ่งชั่วยาม
ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่เดินเข้ามาในถ ้าพัก แม้สีหน้าจะไม่แตกต่าง
จากปกติ ยังคงไร้อารมณ์เช่นเคย แต่ลู่หยางในฐานะศิษย์น้อง ที่มี
อัตราความสำเร็จถึงห้าส่วนสิบในการอ่านความรู้สึกจากสีหน้า
เล็กน้อยของศิษย์พี่ใหญ่
เขาคาดเดาว่าศิษย์พี่ใหญ่เข้ามาเพราะมีเรื่องสำคัญ
เซียนอมตะถึงแม้จะไม่มีอัตราความสำเร็จในการอ่านใจสูงเท่าลู่
หยาง แต่นางก็มาถึงข้อสรุปเดียวกัน
ด้วยว่าการเป็นรักษาการแทนเจ้าสำนักของนางเป็นไปอย่าง
ราบรื่น หากไม่มีเรื่องสำคัญ เด็กอวี้ก็จะไม่มาที่ถ ้าพัก
เซียนอมตะเห็นเช่นนี้ก็ปลื้มปริ่ม หลังจากนางเป็นรักษาการแทน
เจ้าสำนัก ลู่หยางกับเด็กอวี้ก็กลายเป็นมือซ้ายมือขวาของนาง คอย
ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ