ข้าร่วมลัทธิสวรรค์กันหมดแล้ว
คณะเดินทางมาถึงส่วนลึกสุดของสำนักควบคุมศพ บรรยากาศยิ่งเย็นเยียบยาวนาน
ชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ในตำหนักอันโอ่อ่าแต่ว่างเปล่า ดวงตาเย็นชา ไร้ความรู้สึกใดๆ
“อาจารย์ สองคนนี้คือผู้มาเยือนจากสำนักเว่นเต๋าที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจว ส่วนท่านหม่านกู่ท่านคงเคยพบแล้ว”
“พวกข้าขอคารวะผู้อาวุโสใหญ่!”
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวก้มตัวน้อมคำนับ แสดงคารวะอย่างคนรุ่นหลัง
“ไม่ต้องพิธีการมากมายหรอก ระหว่างพวกเรา มันไม่จำเป็น ทั้งศิษย์ของท่านเต๋าปู้อวี่ และลูกหลานตระกูลเมิ่ง ต่างก็มีสายสัมพันธ์กับข้า”
ชายชราหัวเราะพลางกล่าว ดวงตาอันชราเปลี่ยนกลับมามีประกายชีวิต
“ข้าแซ่กาย พวกเจ้าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสกายก็พอ”
“นี่เป็นจดหมายแนะนำที่ผู้อาวุโสที่สี่ฝากมาให้ท่าน”
ลู่หยางส่งจดหมายแนะนำที่ผู้อาวุโสที่สี่เขียนถึงสำนักควบคุมศพให้ผู้อาวุโสกาย
“นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นอักษรของเสี่ยซานเหริน ลายมือของเขางดงามชวนชม มีค่ามากมาย เพียงจดหมายฉบับนี้ก็สมควรนำไปประมูลในงานประมูล…หืม? จดหมายนี้พวกเจ้าเปิดอ่านมาแล้วหรือ?”
ผู้อาวุโสกายไม่พอใจ รู้สึกว่าคนหนุ่มช่างไม่รู้จักมารยาท จดหมายระหว่างผู้อาวุโสด้วยกันจะเปิดอ่านตามใจได้อย่างไร
“มิใช่พวกข้าเปิด แต่เป็นท่านหัวหน้าหุบเขาซวงที่เปิด”
ลู่หยางอธิบายอย่างจนปัญญา
“หญิงปีศาจนั่น?”
ผู้อาวุโสกายได้ยินชื่อของซวงเฟยเอี๋ยน มือก็สั่นเล็กน้อย รีบใช้จ