น่อย หลบหน่อย”
สามคนแทรกตัวเข้าไปยังแถวหน้าสุด และได้พบกับหม่านกู่
เห็นหม่านกู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ปากพึมพำสวดภาวนา
ซากแกะสองตัวกำลังเต้นระบำอยู่เหนือกองไฟ ชโลมเครื่องปรุงให้กันและกัน กลิ่นหอมของเนื้อแกะผสมกับเครื่องปรุงอย่างลงตัว เมื่อเจอแรงกระตุ้นจากไฟ กลิ่นหอมยิ่งฟุ้งกระจาย
เนื้อแกะย่างทั้งสองตัวมีสีสันน่ายั่วน้ำลาย ทำให้ผู้คนต่างอยากลิ้มลอง
“แยก!”
หม่านกู่ตะโกนลั่น แกะทั้งสองตัวแยกส่วนออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทุกคนได้คนละชิ้น
ศิษย์สำนักควบคุมศพต่างรอคอยช่วงเวลานี้ พวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ชมไม่ขาดปาก
“ข้าไม่เคยได้กินเนื้อแกะย่างอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย ดูหนังนี่สิ กรอบนอกนุ่มใน แล้วเนื้อนี่ กัดแล้วน้ำเนื้อเต็มปาก”
“อร่อยจนพูดไม่ถูกเลย เนื้อแกะย่างที่ข้าเคยกินมาให้ความร้อนไม่ทั่วถึง บางที่ไหม้ บางที่ยังสุกๆ ดิบๆ ดูเนื้อย่างของท่านหม่านกู่สิ มันช่างหอมเหลือเกิน แม้แต่กระดูกยังมีรสชาติ!”
“สมแล้วที่เป็นคนของสำนักเว่นเต๋า ลองคิดดูสิว่าทำไมพวกเราถึงไม่คิดที่จะใช้วิชาควบคุมศพมาทำอาหารย่าง ดูผลลัพธ์ช่างดีเหลือเกิน”
“สมแล้วที่เขาเข้าสำนักเว่นเต๋าได้ แต่พวกเราเข้าไม่ได้ ความคิดของพวกเขาเหนือกว่าพวกเราจริงๆ”
“ไม่ใช่แค่วิธีคิดที่เหนือกว่าหรอก พี่หม่านกู่มีพรสวรรค์สูงส่งด้วย ลองดูพวกเราที่เรียนวิชาควบคุมศพ ต้องใช้เวลาสามปีห้าปี แต่พี่หม่านกู่ใช้เวลาแค่ครึ่งเดือนก็เข้าใจแล้ว”
“แม้แต่ความมุ่งม