นหรือ ไม่เป็นไร พวกเราขอพบผู้อาวุโสของสำนักท่านก็ได้”
เพราะพวกเขามาเพื่อหาทางแก้ไขให้เมิ่งจิ่งโจว จะถามใครก็ได้
“เช่นนั้นก็ให้ข้าพาสองท่านไปเถิด อาจารย์ของข้าเป็นผู้อาวุโสใหญ่พอดี”
จ้าวปั้วยิ้มกล่าว
หลังจากการประลองใหญ่ของสำนักจบลง หวังหมิงได้รับการยอมรับเป็นศิษย์ของประมุขสำนัก ส่วนเขาได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสใหญ่ หากว่ากันตามตำแหน่งจริง ก็สูงกว่าผู้ดูแลเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็ขอรบกวนหลานจ้าวปั้วด้วย”
“อาโม่พูดอะไรอย่างนั้น”
สามคนหนึ่งศพและหนึ่งม้าเข้าสู่สำนักควบคุมศพอย่างราบรื่น
พวกเขาจัดการกับม้าแก่ให้เรียบร้อย ก่อนออกไปตามหาผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักควบคุมศพ
“กลิ่นหอมอะไรเช่นนี้”
จ้าวปั้วสูดจมูกฟุดฟิด ได้กลิ่นหอมที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน
“จริงด้วย หอมมาก และคุ้นเคยด้วย”
เมิ่งจิ่งโจวสูดจมูกฟุดฟิด ได้กลิ่นหอมของอาหารย่างที่คุ้นเคย
“ต้องเป็นหม่านกู่แน่ๆ”
ลู่หยางยิ้มกล่าว
คนที่สามารถย่างอาหารให้หอมได้ขนาดนี้ ก็มีแค่พวกเขาสามคน ชั้นสูงของลัทธิอมตะ และบรรดาสมาชิกของลัทธิจิ่วอิ่ว
นั่นก็คือ นอกจากลัทธิมารแล้ว ก็เหลือแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น
“ไปดูกันเถิด”
เมิ่งจิ่งโจวโยนความกังวลเกี่ยวกับคำสาปทิ้งไปจากความคิด
สามคนเดินตามกลิ่นหอมไปจนพบหม่านกู่ หรือพูดอีกอย่างคือ ไม่จำเป็นต้องดมกลิ่น แค่ดูว่าตรงไหนคนเยอะก็พอแล้ว
ศิษย์สำนักควบคุมศพล้อมวงกันอยู่ ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร กลิ่นหอมโชยมาจากตรงกลางวงนั่นเอง
“หลบห