กเราด้วยซ้ำ”
เมื่อทุกคนกลับถึงโรงเตี๊ยม เถาเหยาเย่ก็อยู่ที่นั่นรอพวกเขาจริงๆ นางพิงกำแพงอย่างเบื่อหน่าย หาวออกมาครั้งหนึ่ง มือขวาถือกล่องไม้อยู่
“พวกเจ้าสามคนแต่งตัวแบบนี้กันทำไม?”
เถาเหยาเย่มองลู่หยางทั้งสามคนด้วยสีหน้าประหลาด ทั้งสามคนสวมหมวกคลุมสีดำ ปิดหน้า ราวกับทำอะไรที่ไม่อยากให้ใครเห็น
การแต่งกายแบบนี้พบได้บ่อยที่ด่านปราบปีศาจ แต่ไม่ค่อยเห็นบนตัวของลู่หยาง
ลู่หยางถอนหายใจ
“ก็ระหว่างทางกลับมาเจอพวกผู้บำเพ็ญที่ข้าโกนผมไว้น่ะสิ พวกเราสามคนกลัวจะถูกจำได้ เลยต้องแต่งตัวแบบนี้ คราวนี้คงได้ทำให้พวกผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานระดับสูงที่ด่านปราบปีศาจโกรธหมดแล้ว”
เถาเหยาเย่กลอกตา “ก็เจ้านั่นแหละหาเรื่องเอง จะใช้มวยหลัวฮั่นทำไมกัน? แล้วทำไมมวยหลัวฮั่นถึงทำให้คนร่วงผม ผลลัพธ์คือทำให้คนกลายเป็นพระอรหันต์หรือไง?”
“นี่เรียกว่าชักนำคนให้หันเข้าหาความดี เป็นสัญลักษณ์ของการฝึกมวยหลัวฮั่นจนถึงขั้นสูงสุด แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่ามวยหลัวฮั่นจะมีผลทำให้ผมร่วงได้ดีขนาดนี้?”
ลู่หยางพยายามแก้ตัว
เถาเหยาเย่ทำเป็นไม่ได้ยินคำแก้ตัวของลู่หยาง ยกกล่องไม้ที่ถืออยู่ตลอด “บัวคู่แฝดอยู่ในนี่ ขึ้นไปข้างบนกัน”
นี่เป็นกล่องไม้จันทน์อย่างดี สามารถป้องกันการตรวจสอบด้วยพลังจิต ทำให้มั่นใจได้ว่ากลิ่นอายของบัวคู่แฝดจะไม่รั่วไหลออกมา
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราลาก่อนนะ สี่ท่านผู้กล้า”
ห้าเซียนเหยี่ยนซานประสานมือคำนับ บอกลาลู่หยาง
“ไปกั