ญหา อย่างมากก็แซงคิว ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานมากินที่ร้านเล็กๆ แบบนี้ ไม่ให้เจ้าคุกเข่าต้อนรับก็ดีแล้ว ยังจะให้ต่อแถวอีก?
สุดท้ายชิ่นหยวนหาวก็ล้มเลิกความคิดนี้ เนื้อย่างต้องกินกับคนเยอะๆ ถึงจะมีบรรยากาศ กินคนเดียวก็ขาดรสชาติไปหน่อย
“ไว้ค่อยว่ากัน”
ชิ่นหยวนหาวกลับบ้าน
ลู่หยางกลับมาที่ร้านย่างช่วยงาน พอกลับมาก็เห็นเมิ่งจิ่งโจวกำลังแสดงตลกคนเดียว ลูกค้าต่างปรบมือเรียกให้แสดงอีก
ลู่หยางสูดหายใจลึก พวกเจ้าสองคนนี่อยากทำร้านย่างให้ใหญ่โตจริงๆ สินะ
เมิ่งจิ่งโจวรู้สึกถึงสายตาคมกริบของลู่หยาง รีบหุบปาก เป็นเซี่ยวเอ้ออย่างว่าง่าย ไม่สนใจลูกค้าจะเรียกอย่างไร
วุ่นวายอยู่พักใหญ่ ลูกค้าทยอยกลับ ร้านย่างจึงสงบลง
ผีปอบสองตนจัดการเตาย่างและถ้วยชาม นับวัตถุดิบที่ใช้วันนี้ ประเมินวัตถุดิบที่ต้องซื้อพรุ่งนี้ ทั้งสามคนนั่งอยู่ชั้นสอง พูดถึงผลลัพธ์วันนี้
“วันนี้ได้เงินเท่าไหร่?” เมิ่งจิ่งโจวถูมือถามอย่างตื่นเต้น การเริ่มธุรกิจจากศูนย์ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ
“ใครจะคุยเรื่องผลลัพธ์นั้นกับเจ้า!” ลู่หยางฟาดโต๊ะตาถลน “ลืมไปแล้วหรือว่าพวกเรามาทำอะไร?”
“เปิดร้านเครือข่าย?” หม่านกู่ยังคิดจะทำธุรกิจตระกูลให้ใหญ่โต
ลู่หยางไม่สนใจสองคนโง่นี่อีก หยิบกระดาษสามแผ่นออกมา เล่าเหตุการณ์ที่ติดตามคืนนี้ให้ฟัง
“กระดาษเปล่า?”
เมิ่งจิ่งโจวถือกระดาษพลิกดูทั้งหน้าหลัง ก็ไม่เห็นอะไร
ลู่หยางก็ไม่รู้ว่าควรใช้กระดาษนี้อย่างไร “ชิ่นหยวนห