้างเมิ่งจิ่งโจวยังมีชายร่างใหญ่สวมชุดขุนนาง ดูมีการศึกษาและแข็งแรง
ชายชุดขุนนางคำนับ “พี่ลู่ ไม่พบกันนาน นับดูนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราพบกันอย่างเป็นทางการ”
“หม่านกู่ ตอนเจ้าเข้าเป็นศิษย์ผู้อาวุโสที่สี่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง”
ลู่หยางคำนับตอบแล้วยิ้มถาม “มีธุระหาข้าหรือ?”
“ไม่มีธุระก็หาเจ้าไม่ได้หรือ?” เมิ่งจิ่งโจวแกล้งโกรธ
“มา พวกเรานั่งดื่มชาคุยกันไปเรื่อยๆ” เมิ่งจิ่งโจวพาหม่านกู่กับลู่หยางมาที่ร้านชาแห่งหนึ่ง
ธรรมเนียมตระกูลเมิ่งคือ คุยธุระควรคุยบนโต๊ะอาหาร อย่างนี้ถ้าคุยสนุก ตระกูลเมิ่งเลี้ยง ถ้าคุยไม่สนุก ทุกคนหารค่าอาหาร
“สามท่าน จะดื่มอะไร ร้านชาของข้ามีชาทุกชนิด” ผู้เชี่ยวชาญชาถามอย่างคล่องแคล่ว
ลู่หยางมองระดับขั้นผู้เชี่ยวชาญชาไม่ออกเช่นกัน
ลู่หยางถามเบาๆ “พี่หม่านกู่ ผู้เชี่ยวชาญชาผู้นี้มีระดับขั้นเท่าไหร่ ท่านดูออกหรือไม่?”
หม่านกู่ตอบเบาๆ เช่นกัน “ตามที่ข้ารู้ ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งรับเข้าอย่างพวกเราเป็นผู้อ่อนแอที่สุดในสำนัก แม้แต่ไก่บนเขายังมีระดับขั้นสูงกว่าพวกเรา”
เมิ่งจิ่งโจวสั่งชาชื่อดังหนึ่งอย่าง
“งั้นขอนมชาสักหม้อ”
ผู้เชี่ยวชาญชาสงสัยว่าเมิ่งจิ่งโจวเป็นคนของสำนักคู่แข่งมาก่อกวน
“อ๋อ พูดผิด ขอชามนมชา ข้าจำได้ว่าเป็นของขึ้นชื่อแถวดินแดนเหนือสุด” เมิ่งจิ่งโจวเห็นสีหน้าไม่พอใจของผู้เชี่ยวชาญชา รีบทำท่าประกอบ แสดงว่าตนไม่มีเจตนาร้าย
ผู้เชี่ยวชาญชาถึงเข้าใจว่าเมิ่งจิ่งโจวต้องกา