ก็คนที่พวกท่านเพิ่งเรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่เมื่อครู่นี้ไงล่ะ พวกท่านว่าบังเอิญหรือไม่? แปลกใจไหม?”
ผู้พิทักษ์กับรองผู้พิทักษ์อ้าปากค้าง สมองดังหวึ่งๆ อึ้งอยู่กับที่ ไม่มีคำพูดใด
ความหนาวเหน็บผุดขึ้นจากฝ่าเท้า พุ่งทะลุขึ้นฟ้า จนหนังศีรษะพวกเขาชา หวาดกลัวถึงจุดสูงสุด
หลิ่วหรูเซิงเกิดอะไรขึ้น?
เขาเป็นหมูรึ? ถึงได้โง่จนไปล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่เช่นนั้น!
ผ่านไปนาน สีหน้าผู้พิทักษ์เปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า เขาพยายามระงับความหวาดกลัวในใจ ปั้นหน้ายิ้ม “บังเอิญจริงๆ เฮ้อ ดูท่าไม่พูดความจริงคงไม่ได้ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไปเป็นเรื่องไ ไร้สาระ ทุกท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ ต่อไปนี้ที่ข้าพูดถึงจะเป็นเรื่องจริง”
เขาเผยสีหน้าเหนื่อยหน่าย เอ่ยด้วยความขมขื่น
“จริงๆ หลิ่วหรูเซิงมิใช่คนตระกูลหลิ่วอีกแล้ว เขาหักหลังตระกูลหลิ่ว จึงถูกตระกูลหลิ่วขับไล่ไปนานแล้ว! แต่กลับยังใช้ชื่อตระกูลหลิ่วบังหน้า เที่ยวก่อกรรมทำชั่วตามอำเภอใจ น่ารังเก กียจเป็นที่สุด ที่พวกข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อจับตัวเขากลับไป ตายแล้วก็ดี ตายแล้วก็ดี!”
รองผู้พิทักษ์ก็พยักหน้า “ใช่แล้ว เป็นเช่นนี้แหละ หากไม่มีเรื่องใดแล้วพวกเราขอตัวก่อน ทุกท่านไม่ต้องส่ง”
เมื่อสิ้นเสียง พวกเขาก็หัน