นนั้นยินดีมอบของล้ำค่าระดับนี้ให้เจ้า?”
ฉินม่านอวิ๋นรู้สึกกระดากใจอยู่สักหน่อย นางไม่อยากทำร้ายจิตใจอาจารย์ของตน ทว่ายังตอบไป “อาจารย์ เดิมทีปรมาจารย์ท่านนั้นเตรียมจะนำไผ่ประจักษ์มรรคานี้ไปเผาไฟ ข้ากลัวว่าจะเสียของ จึงบากหน้าเอ่ยปากขอจากเขามา”
“อะไรนะ?!”
อาจารย์เด้งตัวขึ้นทันใด หนวดเคราแทบชี้ขึ้นฟ้า “ผะ…เผา?!”
ฉินม่านอวิ๋นพยักหน้าอย่างขมขื่น หยิบเศษไม้ออกมาจากถุงผ้า “ปรมาจารย์ท่านนั้นคล้ายกับกำลังประดิษฐ์ของบางอย่าง ทั้งหมดนี้เป็นวัสดุเหลือใช้ สำหรับเขาก็เป็นเพียงเศษขยะ”
เศษขยะ?
สมบัติค่าควรเมืองในสายตาตน กลับเป็นเพียงขยะในสายตาผู้อื่น?
ผู้เฒ่ายืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าอึ้งงัน
“อาจารย์ ท่าน ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม” ฉินม่านอวิ๋นกังวลว่าอาจารย์ของตนจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
ผ่านไปเนิ่นนาน ผู้เฒ่าก็ส่ายหน้าอย่างงุนงง เอ่ยอย่างตะลึงลาน “มะ…ไม่เป็นไร มีความอาจหาญเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า! เจ้าไม่ได้ล่วงเกินเขากระมัง?”
“อาจารย์ ข้าไหนเลยจะกล้า ไม่ทันได้ประจบด้วยซ้ำ” ฉินม่านอวิ๋นชะงักไปชั่วขณะ แล้วกระซิบว่า “อาจารย์ ข้านำหยาดน้ำแข็งทมิฬพันปีที่ติดตัวไปมอบให้ปรมาจารย์โดยพลการ”
“ดีแล้ว ทำได้ดีแล้ว”
ผู้เฒ่าผ่อนลมหายใจยาว แย้มยิ้มอย่างพออกพอใจ “สมแล้วที่เป็นศิษย์ข้า ทำหน้าที่ได้ดีสมใจข้า ปรมาจารย์คงเห็นว่าเจ้ารู้ความ จึงยินดีมอบไผ่ประจักษ์มรรคาให้ มิเช่นนั้นต่อให้เป็นเศษขยะ เขาก็คง