ได้มาดื่มชาเซียน
มีแค่คนโง่งมเท่านั้นละ ถึงจะนำชาเซียนเช่นนี้มาชงให้แขกลิ้มลอง
จักรพรรดิลั่วยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยว น้ำตาแทบไหลอาบข้างแก้ม
ฉินม่านอวิ๋นยืนประดักประเดิดอยู่ด้านข้าง กระนั้นนางก็อดเอ่ยปากไม่ได้ “จักรพรรดิลั่ว ใบชานี้แบ่งให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้ารู้ว่ามันเป็นของล้ำค่า ให้อารามเต๋าหลินเซียนนำของมาแลกเปลี่ยนก็ได้”
“แลกเปลี่ยน? เจ้าแลกเปลี่ยนไหวรึ เจ้ากินสมบัติของข้าไปแล้วไง ออกไปเลย รีบไปซะ! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าแล้ว!” จักรพรรดิลั่วโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ราวกับเป็นดินปืนที่จะระเบิดได้ทุกเวลา
ฉินม่านอวิ๋นจนคำพูด
ชาซึ่งทำให้คนประจักษ์ในมรรคาได้นั้น ย่อมไม่อาจประเมินค่าได้ แม้ว่าอารามเต๋าหลินเซียนจะมีทรัพย์ศฤงคาร
ที่เทียบชั้นกันได้ แต่ก็ไม่อาจนำออกมาแลกเปลี่ยน
ลั่วซืออวี่ดึงฉินม่านอวิ๋นไว้ กระซิบเบาๆ ว่า “ท่านพี่ม่านอวิ๋น พวกเราไปกันเถอะ ท่านพ่อข้าจะโกรธจัดแล้ว หนีไปก่อนย่อมดีกว่า”
ฉินม่านอวิ๋นตามลั่วซืออวี่มายังห้องห้องหนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นัยน์ตาคู่งามจ้องมองลั่วซืออวี่ เอ่ยถามเสียงแข็ง “ซืออวี่ เจ้าบอกข้ามา ใบชานั้นพวกเจ้าได้มาจากที่ใด”
ระหว่างทางเดินมา ลั่วซืออวี่ได้เตรียมคำพูดไว้เสร็จสรรพ จึงตอบไปว่า “ได้มาจากแดนเร้นลับแห่งหนึ่งเมื่อห้าสิบปีก่อน ท่านพ่อข้าไม่ยอมดื่มมาตลอด นึกไม่ถึงว่าวันนี้ท่านแม่ข้าจะหยิบออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ”
“ซืออวี่ ข้าดูเหมือนคน