พวกเขาด้วยตนเอง ดีใจจะตายไปเพคะ” ลั่วซื่ออวี่ยิ้มเย็นเยียบ แต่ก็รู้สึกกระตือรือร้นที่จะลอง
นางมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบุตรชายของราชครูหรือบุตรชายของอัครมหาเสนาบดี สายตาที่พวกเขามองนางล้วนไม่บริสุทธิ์ กระดิกปลายนิ้วก็จับพวกเขามาเล่นในกำมือได้แล้ว
ความรู้สึกแบบนี้ต้องดีมากแน่ๆ
“ฮ่าๆๆ ซืออวี่ ไม่เสียแรงที่พ่อรักเจ้า ถึงกับเป็นห่วงในส่วนของข้า” จักรพรรดิปลื้มปีติจนยิ้มออกมา พึงพอใจเป็นที่สุด
ลั่วซืออวี่ยิ้มประดักประเดิด “เอ่อ เสด็จพ่อเพคะ ข้าไม่ได้เป็นคนคิด ปรมาจารย์ท่านหนึ่งชี้แนะข้ามา”
“ปรมาจารย์? ผู้ใดหลักแหลมถึงเพียงนั้น ความปราดเปรื่องเช่นนี้ ต้องรีบเรียกเข้ามาในราชสำนัก ข้าจะปูนบำเหน็จเก้าเสนาบดีให้เขา!” จักรพรรดิเอ่ยอย่างร้อนรน
ลั่วซืออวี่ยิ้มขมขื่น “เสด็จพ่อ เกรงว่าเขาจะไม่สนใจพวกเราหรอกเพคะ”
จักรพรรดิขมวดคิ้ว พูดอย่างเคืองโกรธ “สามหาวนัก! คิดว่าตนเองเป็นเซียนหรืออย่างไร”
ลั่วซืออวี่อดนึกภาพรอยยิ้มเย้ยหยันของหลี่เนี่ยนฝานไม่ได้ เหล่าเซียนมายืนอยู่เบื้องหน้าเขาแล้วอย่างไร?
จงซิ่วซึ่งอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ พูดขึ้นมาว่า “ฝ่าบาท คนผู้นี้เป็นปรมาจารย์ผู้ปลีกวิเวกท่านหนึ่ง! เกรงว่า…จะเป็นเซียนจริงๆ!”