นห้วงของความเศร้าโศกแทบจะพ่นปีกไก่ออกมาทันทีที่ได้ยินคำพูดของปู้ฟาง
“เถ้าแก่ปู้… อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย ขั้นปราณของเจ้าอ่อนแอเกินไป” หนานกงอู๋เชวียอึ้งไป ก่อนจะรีบเอ่ยแนะปู้ฟาง
คนที่สามารถเข้าไปในอาณาจักรเร้นลับได้อย่างน้อยต้องมีปราณขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ ต้องเป็นยอดฝีมือที่ทลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้แล้วหนึ่งชิ้น
ผู้ฝึกตนระดับแปดขั้นเทพแห่งสงครามอย่างปู้ฟางไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปในอาณาจักรเร้นลับ ด้วยขั้นปราณดังกล่าว ปู้ฟางจะบรรลุเป้าหมายอะไรได้ต่อให้ได้เข้าไปในนั้นก็เถอะ
“เจ้าเป็นผู้สืบทอดของตระกูลหนานกงมิใช่หรือ ในเมื่อตระกูลเจ้าได้สิทธิ์มาสองสิทธิ์ เช่นนั้นเจ้าก็พาข้าเข้าไปสิ” ปู้ฟางกล่าว
หนานกงอู๋เชวียตักน้ำแกงเข้าปากช้อนหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว พลางส่ายศีรษะอย่างจริงจัง
“เรื่องนี้ข้าทำให้ไม่ได้ ข้าไม่ยอมให้เจ้าเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งแน่ ในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ไอ้สุนัขหนานกงเสวียนเฮ่อนั่นอาจจะปักใจแค้นเจ้า หากเจ้าเข้าไปในอาณาจักรเร้นลับกั บข้า… ไอ้สุนัขแก่นั่นต้องไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ อีกอย่างขั้นปราณของเจ้านั้นก็อ่อนแอไปจริงๆ”
ปู้ฟางขมวดคิ้วน้อยๆ เขาประหลาดใจไม่น้อยที่หนานกงอู๋เชวียยืนกรานปฏิเสธเสีย