ภา” หยางเหม่ยจี๋พูดอย่างร่าเริง ก่อนจ้องปู้ฟางเป็นก การขอโทษครั้งสุดท้าย
“ข้าต้องกลับหอโอสถแล้ว… อ้อ! จริงสิ อาจารย์บอกว่าเมืองหมอกนภากำลังจะเปลี่ยนไป แปลว่าต้องมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น เจ้าต้องระวังตัวด้วย”
ปู้ฟางพยักหน้าก่อนหาวอย่างเกียจคร้าน แล้วเดินกลับเข้าครัวเพื่อฝึกทักษะการทำอาหารต่อ
หยางเหม่ยจี๋ขำออกมาน้อยๆ ก่อนหันหลังแล้วเดินออกจากร้านอาหารหมอกเมฆามุ่งหน้าไปที่หอโอสถ นางกระวนกระวายใจเล็กน้อยเพราะจำสิ่งที่หนานกงอู๋เชวียพูดได้ขึ้นใจ ‘มุ่งมั่นและเป็นนัก กเล่นแร่แปรธาตุทวิเมฆาให้ได้ แล้ววันหนึ่งเราอาจจะได้ดวลกัน’
โอ้! น่าอายชะมัด!
หยางเหม่ยจี๋คิดเรื่องนี้แล้วเผลอกำหมัดแน่นพลางยกขึ้นปิดใบหน้าแล้ววิ่งออกไป
หลายคนบนถนนเห็นท่าทางของนาง ทั้งหมดรู้สึกขนลุกขนชัน คนผู้นี้… ไม่เต็มเต็งหรืออย่างไร
….
ภายในวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายของเมืองหมอกนภา ลำแสงวูบวาบปลดปล่อยรัศมีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
คนแปลกหน้าจำนวนมากเดินออกจากวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย ทุกคนแผ่รัศมีทรงพลังอย่างยิ่งยวดซึ่งดูเหมือนจะสามารถแหวกอากาศออกจากกันได้ สายตาของพวกเขาเย็นเยียบ ในรูม่านตาเหมือนมีประกายแสงวู บวาบเล็กๆ
“นี่คือหอโอสถของเมืองหมอกนภา