ี้สองพี่น้องเองก็ไม่แน่ใจว่ามันยังเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่
“ผู้อาวุโสลำดับสอง ข้าขอพูดกับเขาตามลำพังได้หรือไม่” หนานกงหวั่นเอ่ยถามหนานกงเสวียนอิงอย่างเย็นชา แอบซ่อนความเศร้าโศกและเสียใจเอาไว้
หนานกงเสวียนอิงขมวดคิ้วตั้งใจจะปฏิเสธคำขอร้องนั้น
“หึๆ เขามีสภาพเช่นนี้ไปแล้ว ยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก” หนานกงหวั่นพูดพลางมองหนานกงเสวียนอิงด้วยสายตาเดียดฉันท์
“เจ้าพูดถูก ตระกูลหนานกงอยู่ในเงื้อมมือของพวกเราสามพี่น้องแล้ว มีอะไรให้ต้องกลัวอีก”
หนานกงเสวียนอิงขยับยกยิ้มปากแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดจา หลังออกจากคุกใต้ดิน เขาก็ถอนหายใจเบาๆ ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงนั้น มีร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็น
ไม่นานหลังจากนั้น ประตูคุกใต้ดินก็เปิดออก หนานกงหวั่นเดินออกมา
“ไปเถอะ” นางพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หนานกงเสวียนอิงมองหญิงสาวด้วยสายตาล้ำลึกก่อนเดินออกจากคุกใต้ดิน หลังจากผู้คุมเข้ามาในคุกใต้ดินและเห็นหนานกงอู๋เชวียยังถูกตรึงด้วยตะแลงแกงโลหะ พวกเขาก็สบายใจขึ้นแล้วกล ลับไปทำงานต่อ
หนานกงอู๋เชวียเงยหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก
“น้องรัก… เพลิงสังเคราะห์ของเจ้าก้าวหน้าไปมากจริงๆ”
กร้วม…
หนานกงอู๋เชวียกัดโอ