ด้อย่างไร”
“เทพธิดา… ท่านไม่รู้สึกอยากอาเจียนบ้างรึ”
คนแถวนั้นเริ่มถกเถียงกันอย่างออกรสออกชาติ พวกเขาต่างสงสัยและถามคำถามออกมานับไม่ถ้วน
เมื่อได้ยินคำถามเหล่านี้ หนานกงหวั่นก็ทำเพียงยิ้มอย่างอบอุ่นแล้วยื่นนิ้วเรียวยาวของตัวเองออกมา นางเอานิ้วแตะริมฝีปากสีแดงเหมือนกุหลาบ น้ำเสียงหวานหยดย้อยดังออกจากปาก
“เชิญพวกเจ้าเดารสชาติของมันได้ตามสบาย”
พอพูดจบ หนานกงหวั่นก็เดินเข้าร้านโอสถทิพย์ของตัวเอง แล้วปิดประตูไล่หลังทันที
ปู้ฟางอดยกยิ้มมุมปากไม่ได้เมื่อได้รับผลึกจากบุรุษหลายคนที่ดูไม่เต็มใจแต่ต้องการชิมรสชาติของเต้าหู้เหม็น
ดูเหมือนหนานกงหวั่นจะพูดกระตุ้นให้คนแถวนี้เกิดความอยากรู้อยากเห็น มีคนอีกไม่น้อยที่เข้ามาในร้านเพราะต้องการชิมเต้าหู้เหม็น
ปู้ฟางลากเก้าอี้มานั่งมองเหล่าคนที่เดินเข้าร้านมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“เถ้าแก่… ขอเต้าหู้เหม็นหนึ่งจาน ข้าอยากชิมอาหารที่ทำให้เทพธิดาหลงเสน่ห์เข้าเต็มหมัด”
“ข้าด้วย รอยยิ้มของนางกระตุ้นให้เราอยากมาชิมอาหารจานนี้”
“ในเมื่อเทพธิดาของข้ายังกินได้ แล้วข้าจะไม่กินได้อย่างไร เอามาสิบจานเลย ข้าจะพิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควรเป็นคนรักของเทพธิดาที่สุด”
ชายกลุ่มใหญ่แห่