งนางก็เจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
“อร่อย! อร่อยสุดๆ! เคี้ยวเพลินเหลือเกิน!!”
หนี่หยันร้องออกมาด้วยความชื่นชม เนื้อชิ้นนั้นเด้งไปมาอยู่ในปากของนาง ราวกับว่าจะเติมเต็มช่องปากด้วยรสสัมผัสกรอบเด้งให้คงอยู่ตลอดไป
ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อชิ้นนี้กลับเคี้ยวไม่ยากเลย เพราะความแข็งแกร่งทรงพลังของอสูรเวทระดับเจ็ด กล้ามเนื้อของพวกมันจึงผสานเข้าด้วยกัน ทำให้เนื้อดูเหนียวยากต่อการเคี้ยวให้เป็นชิ้นเล็กๆ เนื้อประเภทนี้ย่อมส่งผลต่อรสสัมผัสของอาหาร
ทว่าเนื้อของเต่าภูเขาโบราณทั้งกรอบเด้งและเคี้ยวให้แหลกได้ง่าย แม้หน้าตาของมันจะดูเหนียวเคี้ยวยากก็ตามที
หนี่หยันยังไม่ทันได้รื่นรมย์กับความอร่อยของกระทะแห่งโชคชะตาอย่างเพียงพอ ฝูงชนก็กรูกันเข้ามาล้อมตัวนางไว้แล้วเริ่มต่อสู้แย่งชิงของอร่อย
แต่ปู้ฟางก็ทำอาหารเอาไว้มากพอ ทุกคนจึงได้อาหารกันไปคนละชาม
ชื่อกระทะเทพแห่งโชคชะตาที่ปู้ฟางตั้งนั้นสื่อความหมายของอาหารจานนี้ได้เป็นอย่างดี มันถูกปรุงจากเนื้ออสูรเวทระดับเจ็ดถึงเก้าชนิด พลังปราณภายในกายของอสูรเวทระดับเจ็ดแน่นอนว่ารุนแรงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับไหว
ตามปกติมีเพียงผู้ฝึกตนระดับสามขั้นคลั่งยุทธการขึ้นไปเท่านั้นจึงจะก