ู้ฟางเขม็งก่อนจะยกมือทุบอก “นายท่านช่างเปี่ยมเมตตา ได้โปรดถามข้ามาเลย ข้าจะแถลงไขให้หมดจดไม่หมกเม็ดทุกรายละเอียดที่ข้ารู้”
ปู้ฟางนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ เขาจ้องพนักงานตรงหน้าก่อนจะเปิดปาก “เมืองประจิมเร้นลับนี้มีกองทัพกี่กองกัน”
พนักงานขาเป๋ถึงกับตกใจกับคำถามของปู้ฟาง เขาจ้องมองชายหนุ่มพลางย่นคิ้วก่อนจะตอบ “นายท่าน เมืองประจิมเร้นลับมีกองทัพเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือกองทหารแห่งเมืองประจิมเร้นลับที่บุรุษทุกคนในแคว้นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือเฝ้าฝันหา”
“หือ ผู้ชายทุกคนแถบนี้อยากจะเข้ากองทัพกันหมดเลยหรือ กองทัพนี้มันดีอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ น่ะหรือ”
“ว่ากันตามตรง ข้าเองก็เคยเป็นทหารในกองทหารแห่งเมืองประจิมเร้นลับเช่นกัน แต่ขาข้างหนึ่งเกิดไร้ความรู้สึกไประหว่างการสู้รบ หลังจากนั้นข้าจึงต้องออกจากกองทัพมาเป็นพนักงานร้านอาหารเช่นนี้” เขาอธิบายพลางยกมือไปตบขาข้างที่ใช้การไม่ได้
“หากไม่ใช่เพราะว่าขาเสีย ข้าก็คงจะอยู่ในกองทัพไปจนกระทั่งเลือดหยดสุดท้ายเหือดแห้ง! ข้าได้ยินมาว่าจักรวรรดิวายุแผ่วกำลังโกลาหลหนักในช่วงนี้และสงครามอาจปะทุขึ้นในไม่ช้า… ไม่มีใครรู้ว่าสหายของข้าสักกี่คนจะต้องสังเวยชีวิตไปบนสนามรบ”
ความเศร้าโศกเสียใจฉายวาบขึ้นมาบนใบหน้าของผู้เป็นพนักงาน
ปู้ฟางนิ่งเงียบ ชายหนุ่มไม่ค่อยคุ้นชินกับเรื่องดังกล่าวเท่าใดนัก พนักงานคนนี้เคยอยู่ในกองทัพมาก่อน จึงอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมีอารมณ์ร่วมมากเป