้าโจมตีเมืองและกองกำลังต่างๆ ที่ลุกฮือขึ้นมาก่อการจลาจล
สำหรับคนเหล่านี้ เรื่องทั้งหลายเป็นเรื่องสุดจะคาดเดา ไม่มีใครคาดคิดว่าทั้งจักรวรรดิจะเกิดความโกลาหลหนักภายในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้
จีเฉิงเสวี่ยที่แม้จะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานแต่ก็ไม่ใช่ผู้นำที่ไร้ความสามารถ ตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์เขาก็ระแวดระวังและคอยจับตาดูอยู่ตลอด ทั้งยังจัดการกับกิจการบ้านเมืองไม่เคยขาด ความวุ่นวายขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลแต่อย่างใด
พ่อลูกตระกูลเซียวนั่งขัดสมาธิหลับตาแน่นอยู่ภายในท้องพระโรง ปิดกั้นเสียงการทุ่มเถียงรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบกายไปสิ้น
จีเฉิงเสวี่ยที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในท้องพระโรงยกมือขึ้นถูคิ้ว เขามองการปะทะคารมของเหล่าขุนนางด้านล่าง ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวอย่างช่วยไม่ได้
ตอนนั้นเอง
ตึง!
สียงดังสนั่นที่ฟังคล้ายเสียงกระทืบเท้าหนักๆ ดังขึ้น หลังจากนั้นขันทีคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในท้องพระโรง
“ฝะ… ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ มีคนอยู่ด้านนอก… พร้อมโลงศพ ต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาทพะย่ะค่ะ!” ขันทีคนนั้นละล่ำละลักด้วยสีหน้าตื่นกลัว ใครกันมันช่างบังอาจแบกโลงศพเข้ามาในวังหลวงกัน…
จีเฉิงเสวี่ยยืดหลังตรงทันที ขณะที่พ่อลูกตระกูลเซียวเปิดเปลือกตาขึ้น
บรรยากาศภายนอกท้องพระโรงตอนนี้มืดมนซึมเซา เสียงฝีเท้าหนักอึ้งสะท้อนก้องไปในอากาศ ขณะที่ร่างหลายร่างพากันเดินเข้ามาช้าๆ พร้อมโลงศพสีดำสนิทในมือ
จู่ๆ สายลมเย็นยะเยือกก็พัดโห