มเข้ามาในท้องพระโรง ทำเอาบรรดาขุนนางต่างเงียบปากกันไปหมด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจ
เงาสี่เงาในชุดดำและหมวกไม้ไผ่ปิดบังใบหน้าเดินอาดๆ เข้ามาในท้องพระโรง
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อยู่ภายใน เงาทั้งสี่ค่อยๆ เดินเข้ามาถึงใจกลางท้องพระโรง พวกเขาวางโลงศพลงบนพื้นเสียงดังสนั่น พื้นในท้องพระโรงถึงกับสั่นไหว
“ราชาอวี่สั่งให้พวกเรานำโลงศพมาส่ง”
เสียงแหบห้าวดังออกมาจากหนึ่งในสี่ร่าง จากนั้นทั้งสี่ก็ยกมือขึ้นคารวะจีเฉิงเสวี่ยที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงด้วยท่าทางขอไปที แล้วทั้งสี่ก็หันหลังกลับ เตรียมจะเดินออกไปจากท้องพระโรง
“สามหาว! กล้าดีอย่างไร!”
เซียวเหมิงคำรามด้วยความโกรธ ดวงตาของเขาแทบจะลุกไหม้ด้วยโทสะ ก่อนจะทุบฝ่ามือลงบนพื้นเสียงดังลั่น ชายวัยกลางคนตะโกนก้อง พุ่งทะยานตามชายทั้งสี่ที่กำลังเดินออกจากท้องพระโรงไป เหล่าทหารยามในวังก็ตามหลังแม่ทัพใหญ่ไปด้วยเช่นกัน
จีเฉิงเสวี่ยไม่ได้สนใจเซียวเหมิงที่ไล่ตามผู้บุกรุกไป กลับกันจักรพรรดิหนุ่มเดินลงจากบัลลังก์ตรงไปทางโลงศพด้วยสีหน้าว่างเปล่า
เซียวเยวี่ยรีบรุดออกไปปกป้องจีเฉิงเสวี่ยจากอันตรายใดๆ ที่อาจซุกซ่อนอยู่ภายในโลงศพ ทว่าเมื่อเขายกฝาโลงขึ้นก็ไม่พบกับดักใดๆ ร่างทั้งสี่แบกโลงศพธรรมดามาส่งให้จริงๆ
แต่เมื่อทุกคนเห็นร่างที่นอนนิ่งอยู่ภายใน ก็ต่างนิ่งงันไปทั้งสิ้น
ร่างที่นอนนิ่งสนิทอยู่คือร่างของเหลียนฟู่ที่เต็มไปด้วยบาดแผลหนัก มีรอยแผลขนาดใหญ่พาดผ่านหน้าอ