ึงหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก ดวงตาของเจ้าขาวกะพริบแสงสีแดงวาบก่อนเดินตามหลังปู้ฟางไป
ไม่นานทั้งสองก็ออกจากหอวสันต์สุคนธ์
ทุกคนในห้องถอนหายใจด้วยความโล่งอก ต่างหมดเรี่ยวแรงจนลงไปกองอยู่กับพื้น พลังกดดันของขั้นจักรพรรดิยุทธการทำให้พวกเขาหายใจหายคอแทบไม่ออกจนเกือบจะตายไปจริงๆ โชคยังดีที่คุณชายท่านนี้ไม่คิดจะเอาเรื่องเอาราวอะไร
ปู้ฟางไม่ได้มีเจตนาจะมาหาเรื่องแต่อย่างใด เขาแค่ต้องการลิ้มรสของอร่อยเท่านั้น แต่อาหารของหอวสันต์สุคนธ์นั้นแย่เกินจะกลืนลงคอจริงๆ
เมื่อออกมายืนบนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนอีกครั้ง ปู้ฟางก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย เขารู้สึกหัวโล่งและผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อไม่ต้องอยู่ท่ามกลางกลิ่นแป้งแต่งหน้าให้รำคาญใจ
“เถ้าแก่ปู้”
ขณะที่ปู้ฟางกำลังยกแขนเหยียดตัวอยู่นั้น เสียงอ่อนโยนรื่นหูของสตรีก็ดังขึ้นด้านหลังเขา
ดวงตาของปู้ฟางหรี่ลง ใบหน้าแข็งค้าง แขนที่เหยียดอยู่ก็ค้างอยู่อย่างนั้น
ผีบ้าอะไรนี่ ในนครใต้แห่งนี้…เหตุใดจึงมีคนเรียกข้าว่าเถ้าแก่ปู้ได้! หัวใจของปู้ฟางเต้นรัว เขาค่อยๆ หมุนคอไปมอง แล้วก็ได้เห็นสาวงามสะดุดตาตรงหน้า หญิงสาวผู้นี้สวมผ้าคลุมหน้า แต่ดวงตากลับระยิบระยับน่าหลงใหลราวกับทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วงก็ไม่ปาน
ร่องรอยความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาระยับราวสายน้ำของเซียวเยียนอวี่ นางปรายตามองหอวสันต์สุคนธ์ที่อยู่ด้านข้าง แล้วย้ายสายตามามองปู้ฟางที่กำลังมึนงงอยู่ จากน