งซอมซ่อเลยทีเดียว
จีเฉิงอวี่ก้มหน้า ไม่มีใครมองเห็นว่าเขามีสีหน้าอย่างไร ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตากวาดใบไม้ต่ออย่างอ่อนแรง
“จีเฉิงอวี่ ข้าเจ้ารู่เก๋อมาหาท่านในวันนี้เพื่อบอกท่านว่าความหวังยังคงมีอยู่ ตอนนี้เหลียนฟู่อยู่ที่นครหลวง แปลว่าท่านมีโอกาสหลบหนีได้ หากท่านไม่อยากไปข้าก็คงไม่มีอะไรจะพูดต่อ แต่หากยังมีความรู้สึกอยากเอาชนะโชคชะตาอยู่แม้เพียงน้อยละก็ ข้าเจ้ารู่เก๋อและบิดาของข้า… เจ้ามู่เฉิง ยินดีที่จะมอบทรัพยากรทุกอย่างที่พวกเรามีเพื่อช่วยท่าน!”
จากนั้นชายหนุ่มก็เอ่ยถาม “ท่านจะเลือกทางใด”
ลมหนาวพัดผ่านหอบเอาหิมะที่โปรยปลิวในอากาศให้พลิ้วไหว เกล็ดหิมะตกลงบนใบหน้าของเจ้ารู่เก๋อ ก่อนจะละลายกลายเป็นหยดน้ำด้วยอุณหภูมิในร่างกาย
ดวงตาของชายหนุ่มจ้องไปยังเงาที่ยืนอยู่ในสุสานหลวง เขาเชื่อว่าจีเฉิงอวี่ไม่มีทางยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตง่ายๆ อย่างแน่นอน
แล้วก็จริงเสียด้วย ร่างนั้นค่อยๆ เดินออกมาพร้อมไม้กวาดในมือ ดวงตายังคงมืดหม่นด้วยเงาสีเทา แต่รอบนี้กลับมีแสงแห่งความหวังทอประกายอยู่ในกองเถ้าถ่านนั้น
“เจ้ามู่เฉิงรึ ตาจิ้งจองเฒ่านี่… ช่างน่ารำคาญเสียจริง”
จีเฉิงอวี่ยกไม้กวาดขึ้นพาดบ่าพลางแกะเชือกกำมะหยี่มัดผมออก ปล่อยให้ผมยาวสลายไปบนแผ่นหลัง
เจ้ารู่เก๋อมองชายหนุ่มตรงหน้าพลางยกยิ้มมุมปาก
…
ในคืนที่เงียบสงัด ดวงจันทร์เสี้ยวสองดวงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าสีหมึก
ณ สวนแห่งหนึ่งในนครหลวง เจ้ามู่เฉิงยืนเอามือไพล