่หลัง ดวงตาดูอ่อนโยนแต่ก็ห่างเหินในเวลาเดียวกัน พลังงานในร่างกายปั่นป่วนเล็กน้อยราวกับน้ำที่กำลังไหลอยู่ในสายธาร
ทันใดนั้นร่างที่มีกลิ่นเหล้าก็ปรากฏขึ้นในสวน มาพร้อมเสียงเรอเป็นระยะ
เจ้ามู่เฉิงมุ่นคิ้วพลางหันไปหาผู้มาเยือน
“ฉางเต๋อ เจ้าดื่มอีกแล้วรึ นักบวชเดิมทีก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว เจ้านี่นับวันยิ่งห่างไกลความเป็นนักบวชเข้าไปทุกที”
“ฮี่ๆ ผู้อาวุโสสูงสุด ท่านก็รู้ว่าเหตุใดนักบวชจึงไม่ควรร่ำสุรา แต่เมื่อเหล้ากับเนื้อลงท้องแล้ว ข้าก็ไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นได้อีก” ฉางเต๋อพูดกับเจ้ามู่เฉิงด้วยใบหน้าแดงก่ำและกลิ่นเหล้าคลุ้ง
“เอาละ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเมาหัวราน้ำขนาดไหน ตราบใดที่ยังทำภารกิจสำเร็จ” เจ้ามู่เฉิงขมวดคิ้วพลางถอนหายใจตอบ
หากเป็นนักบวชคนอื่นในเกาะมหายาน เขาคงตบสั่งสอนสักฉาดสองฉาด แต่ในเมื่อเป็นฉางเต๋อ… เฮ้อ
“ผู้อาวุโสสูงสุด ข้าเก็บข้อมูลมาให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ไอ้เถ้าแก่ปู้นั่น… ยอมรับว่ารู้จักมนุษย์อสรพิษพวกนี้จริง” ดวงตาของฉางเต๋อง่วงงุน เขาแทบทรงตัวให้ยืนตรงโดยไม่คะมำไปข้างหน้าไม่ไหว
ฉางเต๋อยืนพิงต้นไม้พลางเอ่ย “ไอ้เถ้าแก่ปู้นั่นบอกว่า… ‘ข้ารู้จักแล้วมันอย่างไรเล่า’ แล้วจากนี้เราจะทำอย่างไรกันต่อหรือขอรับ”
เจ้ามู่เฉิงยิ้มน้อยๆ “ข้ารู้จักแล้วมันอย่างไรเล่าเช่นนั้นรึ เช่นนี้อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ… ปู้ฟางเอ๋ยปู้ฟาง ตาเฒ่าคนนี้อยากรู้นักว่าเจ้าจะทนเห็นคนพวกนี้ตายไปต่อหน้าต่อตาได้หรือไม่…