ัง!”
เสียงกระแทกดังปังดังมาจากห้องครัวในตำหนักขุนศึก ตามมาด้วยกลิ่นบางอย่างไหม้…
หลัวซานเหนียนยืนอยู่ในครัว สายตามองเจวี้ยนเอ๋อร์ที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าถ่าน อีกฝ่ายถือจานกระเบื้องสีขาวเอาไว้ในมือ พลางกำลังจ้องนางด้วยสายตาใสซื่อ
“ซานเหนียน นี่ทาร์ตไข่ฝีมือข้าเอง ลองชิมดูสิ!”
หลัวซานเหนียนตัวแข็งทื่อ ตวัดสายตาลงไปมองสิ่งที่อยู่บนจาน นางมองเห็นก้อนประหลาดที่ผิวหน้าเต็มไปด้วยรอยไหม้ พร้อมกลิ่นไหม้ที่โชยออกมาตอกย้ำความถูกต้องของหน้าตา
“ทาร์ตไข่รึ นั่นคือทาร์ตไข่จริงรึ”
เมื่อนึกย้อนไปถึงทาร์ตไข่ฝีมือปู้ฟาง แล้วหันกลับมามองก้อนดำเมี่ยมฝีมือเจวี้ยนเอ๋อร์ หลัวซานเหนียนก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกดับวูบลงต่อหน้าต่อตา
“เจวี้ยน… เจวี้ยนเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจรึ… ว่ามันกินได้น่ะ” หลัวซานเหนียนถามด้วยสีหน้าหวาดหวั่น อีกฝ่ายตอบด้วยการพยักหน้าหงึกหงัก
“ลองชิมดูคำนึงสิ หากไม่อร่อยก็ไม่ต้องกินต่อ” เจวี้ยนเอ๋อร์จ้องหลัวซานเหนียนด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ในเมื่อทนสายตาอ้อนวอนของเจวี้ยนเอ๋อร์ไม่ได้ หลัวซานเหนียนก็จำใจต้องทำตามคำขอของอีกฝ่าย นางหยิบทาร์ตไข่ที่ไหม้เกรียมขึ้นมาพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน แล้วก็พบจุดที่ยังรอดอยู่ จึงกัดลงไปตรงนั้นแทน
“หืม” คิ้วที่ขมวดมุ่นบนใบหน้าคลายลงทันที หลัวซานเหนียนหันไปมองเจวี้ยนเอ๋อร์ด้วยสายตาประหลาดใจ ขณะเคี้ยวทาร์ตไข่คำจ้อยในปาก นางอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “เจวี้ยนเอ