ันท่านขุนศึกจะตรวจระดับพลังปราณของเจ้าแล้ว พอถึงเวลานั้น ถ้าเจ้าทำตามที่ท่านต้องการไม่ได้ รับรองได้เละเป็นโจ๊กแน่นอน!”
สีหน้าของเด็กชายย่นยู่เหมือนมะเขือเทศแดดเดียวทันที จากนั้นเขาก็เดินออกจากร้านไปอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
เหล่าสตรีต่างเดินออกไปทีละคนสองคนพร้อมบอกลาปู้ฟาง แล้วร้านอาหารก็กลับมาสงบอีกครั้งหนึ่ง
…
เจวี้ยนเอ๋อร์กลับมาที่ตำหนักของขุนศึกด้วยสีหน้าเหมือนต้องมนต์ นางรู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดทางกลับบ้าน จนเกือบสะดุดล้มขณะก้าวลงจากรถม้าเลยทีเดียว
ยังดีที่หลัวซานเหยียนอยู่ข้างนางตลอด จึงรั้งตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ทันก่อนหน้าจิ้มลงโคลน
“เจวี้ยนเอ๋อร์… เจ้าเป็นอะไร ไม่สบายหรือ” หลัวซานเหนียนถามพร้อมขมวดคิ้ว
ดวงตาของเจวี้ยนเอ๋อร์ดูอับแสงไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา นางมองหลัวซานเหนียนด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
“สวรรค์ช่วย… เจ้าจ้องข้าเสียน่ากลัวขนหัวลุกเลยทีเดียว!” หลัวซานเหนียนคิดพลางรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ซานเหนียน มาที่ครัวกับข้าเร็วเข้า ข้าจะทำอะไรให้เจ้ากิน! เจ้าช่วยข้าชิมหน่อยนะ!” เจวี้ยนเอ๋อร์ขอร้องด้วยท่าทางน่าสงสารพร้อมประสานมือแสดงความเคารพ
หลัวซานเหนียนมึนงงไปชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ถูกหญิงสาวร่างบางลากไป
“อาเฉินตัวแสบ ฝึกปราณให้หนักด้วยนะ ข้าจะกลับมาดูความคืบหน้าของเจ้าหลังจากนี้…” แม้แต่ตอนที่ถูกลากตัวไป หลัวซานเหนียนก็ยังไม่วายหันมาข่มขู่หยางเฉิน
…
“ป