ปุยหิมะที่ตกลงมาบางเบาเหมือนขนนกสีขาวที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ปกคลุมวังหลวงที่แสนโออ่ายิ่งใหญ่ด้วยชั้นหิมะสีเงินหนา ทำให้ท้องพระโรงดูลึกลับขึ้นเล็กน้อย
จีเฉิงเสวี่ยในชุดคลุมสีขาวค่อยๆ เดินเข้าไปในท้องพระโรง ผมของเขาถูกมัดไว้ด้วยเชือกเพียงหนึ่งเส้น ทั้งยังใส่เครื่องประดับน้อยชิ้น
เหล่าขันทีได้โกยหิมะที่สะสมอยู่ตรงทางเข้าท้องพระโรงออกไปเรียบร้อยแล้วเพื่อให้เดินง่ายขึ้น ทว่ายิ่งจีเฉิงเสวี่ยเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ กลับยิ่งรู้สึกดดันมากขึ้นเท่านั้น
พอผ่านประตูมายาสวรรค์ เขาก็มาถึงท้องพระโรง จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดหินเพื่อมุ่งหน้าสู่ทางเข้าโถง ขันทีและนางในที่กำลังสาวะลนจัดงานรีบวิ่งมาคารวะชายหนุ่มทันที
จีเฉิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างอ่อนโยน ส่งสัญญาณให้คนเหล่านั้นทำงานของตัวเองต่อไป องค์ชายสามเอามือไพล่หลังแล้วก้าวเข้าท้องพระโรงไปในที่สุด สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่บิดาของเขาประจำอยู่เสมอในยามที่ยังมีลมหายใจ
ที่ท้องพระโรงในขณะนี้ ร่างที่กระฉับกระเฉงแข็งแรงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นในกาลก่อนได้หายไปแล้ว เหลือเพียงห้องโถงว่างเปล่าและบรรยากาศวังเวงโหวงเหวงที่เติมอย่างไรก็ไม่เต็ม
เหลียนฟู่ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังของท้องพระโรง เขาดูเหนื่อยอ่อนอย่างประหลาด ใต้ตาดำคล้ำ ผมที่ขาวดูขาวโพลนเสียยิ่งกว่าเดิมอีก
“ขันทีเหลียน” จีเฉิงเสวี่ยไม่กล้าปฏิบัติต่อหัวหน้าขันทีไม่ดี เนื่องจากชายผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนขั้นนักพรตยุท