ื่องนั้นเกิดขึ้นจริงชีวิตของท่านคงตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง”
“ตั้งแต่เกิดมาข้าก็ไม่เคยปลอดภัยอยู่แล้ว ถึงทั้งสองคนนั้นจะไม่เคยเห็นหัวข้า… แต่ตัวข้าเองก็ยังเป็นองค์ชายเหมือนพวกเขา” จีเฉิงเสวี่ยหัวเราะในลำคอ ก่อนหันหน้ามาหาชายในหมวกไม้ไผ่แล้วเอ่ยต่อ “การเยือนนครหลวงครั้งนี้ของข้าอันตรายนัก แต่สถานการณ์ของเจ้าก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ใช่ไหมเล่า เซียวเยวี่ย”
ชายในหมวกไม้ไผ่หัวเราะในลำคออย่างจนด้วยคำพูดอยู่ชั่วครู่ แต่ไม่นานนักทั้งสองก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“พอท่านพูดแล้วข้าก็คิดถึงสุราหัวใจหยกเยือกแข็งของเถ้าแก่ปู้ขึ้นมาทันที ข้าไม่ได้กลิ่นมันมานานเหลือเกินจนอยากดื่มมันเสียตอนนี้แล้ว อยากกระดกหมดสิบเหยือกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” เซียวเยวี่ยพูดเสียงห้าว
จีเฉิงเสวี่ยยิ้มก่อนหันไปมองเซียวเยวี่ย “สิบเหยือกรึ เถ้าแก่ปู้ขายแค่วันละสามเหยือกเท่านั้น แค่ได้ไปเหยือกหนึ่งเจ้าก็โชคดีแล้ว”
เซียวเยวี่ยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่าชั่วครู่ ก่อนถอนใจหนักอย่างละเหี่ยใจ
…
ก่อนที่กองทัพของจีเฉิงเสวี่ยจะมาถึงนครหลวง ร่างสามร่างก็ไปยืนอยู่ตรงประตูเมืองอันใหญ่โตโอฬารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผู้นำของกลุ่มเป็นสตรีที่สวมผ้าคลุมหน้า เสื้อผ้าทั้งชุดดูลำลองสบายตัวเป็นอันมาก ผมยาวสลวยของนางถูกมัดขึ้นด้วยเชือกหน้าตาเรียบง่าย ทั้งตัวไม่ได้มีเครื่องประดับอะไรมากมาย นอกจากนี้นางยังใส่ชุดคลุมตัวหลวมโพรกที่ปิดบังทรวดทร