กคนล้วนเป็นผู้มั่งคั่งมีหน้ามีตาที่อาศัยอยู่ในนครหลวง ต่างร่ำรวยเงินทองไม่ต่างจากเจ้าอ้วนจิน
“มาแล้วรึ” ปู้ฟางพยักหน้าอย่างไร้อารมณ์เมื่อเห็นซูฉีเดินเข้าร้านมา
“รอสักครู่ นายท่านตัวเหม็นยังทำอาหารอยู่” โอวหยางเสี่ยวอี้พูดด้วยน้ำเสียงน่ารัก นางบอกให้ซูฉีรอก่อน
ซูฉีรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าอย่างสำรวม
ไม่นานนักชายหนุ่มเจ้าของร้านก็ทำอาหารจานสุดท้ายเสร็จและให้เสี่ยวอี้นำไปให้ลูกค้า จากนั้นเขาก็หยิบหม้อดินเผาออกมาจากครัวด้วยตนเอง หม้อดินเผานั้นมีไอร้อนลอยออกมาพร้อมด้วยกลิ่นหอมที่กระจายไปทั่วร้าน
ดวงตาของซูฉีเป็นประกายขึ้นขณะคิด “นี่เป็นอาหารโอสถทิพย์ของเถ้าแก่ปู้อย่างแน่นอน! ไม่ผิดแน่ๆ!”
เขารับหม้อดินไปจากปู้ฟางอย่างระมัดระวัง หลังจากที่กล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าจริงจังแล้ว ชายวัยกลางคนก็บอกลาปู้ฟางแล้วออกจากร้านไป ผู้ฝึกตนขั้นราชันยุทธการห้าคนเดินตามเขาไปด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน
นับตั้งแต่ชั่วขณะที่ซูฉีรับอาหารโอสถทิพย์มา หัวใจของเขาก็บีบรัด จิตใจกระวนกระวายและตื่นตัวเต็มที่
พลังปราณเที่ยงแท้ปริมาณมหาศาลไหลบ่าออกจากร่างผู้ฝึกตนที่รายล้อมเขา เพื่อเป็นเกราะกำบังให้ซูฉี
เจ้าดำที่นอนอยู่ที่ปากทางเข้าเหลือบตามองกลุ่มคนนั้นอย่างเกียจคร้าน จากนั้นก็พ่นลมเยาะแล้วนอนต่อ
ทันใดนั้นลมเย็นกรรโชกแรงก็กลับหนาวยิ่งกว่าเดิมจนจับขั้วหัวใจ ลมนั้นพัดมาจากปากทางเข้าตรอก
ซูฉีและคนอื่นๆ ที่กำลังนำอา