วนขนหัวลุก ตรงกลางมีลานประหารตั้งอยู่ รายล้อมไปด้วยทหารมากมายที่คอยยืนควบคุมสถานการณ์
บนลานประหารมีโต๊ะผู้พิพากษาทำจากไม้จันทน์และเก้าอี้สูงสองตัว เซียวเหมิงในชุดเกราะเต็มยศนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ชุดคลุมสีแดงโบกสะบัดตามแรงลมเหมือนทะเลโลหิตที่คลื่นซัดสาดปั่นป่วน
โอวหยางซงเหิงเองก็สวมชุดเกราะเช่นกัน ผมยาวมัดไว้ข้างหลังด้วยเชือกขนสัตว์สีดำ ปล่อยผมด้านหน้าสองปอยปลิวไสวตามสายลมล้อมกรอบหน้าผาก ดวงตาเคร่งขรึมจริงจัง สีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก
ทั้งสองดูเหมือนรูปปั้นที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเก้าอี้สูง ลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วงว่าเย็นเยือกเท่าใด ใบหน้าของทั้งสองก็เย็นชามิได้ต่างกัน
ทันใดนั้นโอวหยางซงเหิงก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า หมู่เมฆค่อยๆ เคลื่อนคล้อยตามลมฤดูกาลที่พัดพา แต่มิได้เข้าบังดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้าแผดเผาแต่อย่างใด
“ได้เวลาแล้ว นำนักโทษขึ้นมายังลานประหาร”
โอวหยางซงเหิงประกาศหน้าตายด้วยเสียงไร้ความรู้สึก เสียงของเขาดังกังวานอยู่ในประตูจัตุรัสมายาสวรรค์ ทำให้กลุ่มฝูงชนที่กำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กเงียบลงทันที ทุกคนจ้องไปที่ลานประหารด้วยสายตาเครียดขึง
เสียงโซ่ตรวนดังกระทบกันลอยมาจากระยะไกล ทหารอารักขานำตัวเชลยศึกชายทั้งหกคนเดินออกมาอย่างช้าๆ ทั้งหกคนมีผมเผ้ารุงรังและอยู่ในชุดนักโทษ ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนเย็นเยียบ
…
เจ้าอ้วนจินฉีกใบไผ่ออก ทันใดนั้นขนมปังหอ