วยเช่นกัน ทั้งห้าประหลาดใจที่วันนี้ร้านยังไม่เปิดเหมือนทุกครั้ง
“อาจจะเกิดเหตุขัดข้องทำให้เถ้าแก่ปู้เปิดร้านช้าก็เป็นได้” เซียวเยียนอวี่พูดด้วยน้ำเสียงหวานอ่อนโยน “รอกันอีกสักพักหนึ่งเถิด”
ทันทีที่สิ้นเสียงนาง ปากทางเข้าร้านก็เปิดออก ปู้ฟางยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าพวกเขาด้วยสีหน้าตายด้าน
“ร้านเปิดแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ จากนั้นก็หันหลังกลับเข้าร้านไป
ในแถวมีลูกค้าอยู่แปดคน เมื่อรวมพวกเจ้ารู่เก๋อและคนอื่นๆ แล้ว ก็มีลูกค้าอยู่เพียงสิบห้าคนเท่านั้น
โอวหยางเสี่ยวอี้รีบวิ่งเข้าร้านไปช่วยเถ้าแก่ พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้ถามปู้ฟางว่าหมักสุราไปถึงไหนแล้ว
“ตายแล้ว นายท่านตัวเหม็น เหตุใดมือท่านถึงสั่นไม่หยุดเช่นนี้เล่า” โอวหยางเสี่ยวอี้จ้องไปที่มือของปู้ฟางที่กระตุกไม่หยุด
ปู้ฟางมองนางก่อนพูดเรียบๆ “ไม่มีอะไร อีกสักพักก็หาย”
มือเขาสั่นไม่หยุดเนื่องจากหั่นไชเท้าด้วยมีดสั่งทำพิเศษหนักอึ้งอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยาม… ต่อให้ใช้มีดธรรมดาหั่นก็คงไม่วายสั่นอยู่ดี นับประสาอะไรกับมีดสั่งทำที่หนักเป็นพิเศษกันเล่า
ไม่นานนักระบบก็อัดพลังปราณอ่อนโยนเข้ามาในแขนของเขา ทำให้อาการชาและกระตุกหายไป
เจ้าอ้วนจินและสหายสั่งอาหารด้วยความตื่นเต้น เสี่ยวอี้เองก็ไม่ได้รีบบอกปู้ฟางว่ามีการพนันเกิดขึ้น เมื่อเจ้าอ้วนจินและผองเพื่อนกินอิ่มเรียบร้อย ก็ถึงตาเจ้ารู่เก๋อและคนอื่นๆ เดินเข้าร้านมาเสียที
เมื่อชายหนุ่มหน้าตาเย่อหยิ่งในชุ