้าวผัดไข่”
“ข้าขอบะหมี่แห้งคลุก! เร็วๆ ด้วยเล่า!”
“ข้าสั่งปลาดองเหล้า”
…..
โอวหยางเสี่ยวอี้มองลูกค้าที่เบียดเสียดกันเข้ามาในร้านด้วยใบหน้าตะลึงงัน “ร้านของเรา… โด่งดังขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
นางนับจำนวนลูกค้าได้อย่างน้อยสิบกว่าคน “สวรรค์เป็นพยาน! นี่น่ะหรือร้านที่ร้างจนแทบต้องนั่งตบยุงเมื่อหลายวันก่อน”
“ทุกคน ใจเย็นก่อน ในนี้คนเยอะเกินไปแล้ว โปรดตั้งแถวด้วย” โอวหยางเสี่ยวอี้พูดเสียงดัง นางทำอะไรไม่ได้ไปกว่านี้ เนื่องจากการที่ลูกค้าพยายามเบียดกันเข้ามาในร้านทำให้สถานการณ์วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง นางจึงต้องพยายามให้ทุกคนเข้าแถว เพราะร้านแห่งนี้เล็กเกินไป
“เข้าแถวรึ เจ้าเด็กนี่ รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นพ่อบ้านของขุนนางจางนะ! กล้าดีอย่างไรมาบอกให้ข้าเข้าแถว! รีบไปบอกนายของเจ้าให้เอาอาหารมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” ชายวัยกลางคนในชุดคลุมผ้าไหมดุโอวหยางเสี่ยวอี้ด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“เจ้าเป็นพ่อบ้านของขุนนางจางแล้วอย่างไรเล่า! เจ้าหนู รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นหัวหน้าพ่อบ้านของเจ้ากรมพิธีการ!”
“ไอ้ตำแหน่งหัวหน้าพ่อบ้านของเจ้ากรมพิธีการนี่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าเป็นองครักษ์ประจำตัวของอวี่อ๋องนะ!”
……
โอวหยางเสี่ยวอี้มองกลุ่มลูกค้าตรงหน้าที่เถียงกันไม่หยุดหย่อนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทุกคนต่างทำหน้าทำตาเหมือนตัวเองเป็นคนสำคัญอย่างไรอย่างนั้น
แม้เด็กหญิงจะรู้สึกประหลาดใจที่บรรดาลูกน้องของผู้