ริง ก็คงได้แต่ต้องฆ่าให้หมด”
พวกเขาหมายถึงฉานจึกับเทพดาบเฉาหยวน
ต่อให้เป็นสำนักจงโจวก็ยากจะสังหารสองคนนั้นให้ตายได้
แต่คำพูดของนักพรตไป๋กลับรู้สึกเหมือนว่านี่เป็นเรื่องที่สมควร
นักพรตถานนิ่งเงียบไปครู่ ไม่ได้กล่าวประเด็นนี้ต่อ หากแต่กล่าวว่า “ทุกปีเมื่อถึงเวลานี้ เจ่าเอ๋อร์จะทำอาหารให้พวกเขากิน”
ที่นี่มิใช่ยอดเขาหลักของเขาอวิ๋นเมิง หากแต่เป็นถ้ำของไป๋เจ่า
เสียงของนักพรตไป๋ไม่ได้เปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้น หากแต่ยังคงเฉยชา “นางทำอาหารไม่อร่อย สู้ถงเหยียนไม่ได้”
นักพรตถานกล่าวว่า “ไปกันเถอะ ไปดูนางหน่อย”
ทะเลเมฆค่อยๆ ลอยขึ้น ไล้ผ่านต้นไม้สีเหลืองทอง ปกคลุมทั่วทั้งหอสูงแห่งนั้นเอาไว้
นักพรตถานและนักพรตไป๋มายังด้านในข่ายพลังเขาอวิ๋นเมิ่ง
ที่นี่อยู่ลึกลงมาใต้ดิน รอบด้านมืดมิด มีเพียงเส้นปราณวิญญาณที่เปล่งแสงสีเขียวจางๆ ออกมาเป็นระยะ ดูไปแล้วคล้ายเส้นใบของใบไม้
นอกจากแสงของเส้นปราณวิญญาณแล้ว ในความมืดยังมีดวงตายักษ์สีเหลืองเข้มอยู่อีกคู่หนึ่ง นั่นคือดวงตาของฉีหลิน
ฉีหลินกำลังจ้องมองไกลออกไป ในสายตามีแววตาวิตกกังวล กระทั่งมันก็ยังรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
ในส่วนที่ลึกที่สุดของข่ายพลังเขาอวิ๋นเมิ่งมีแท่นหินอ