ชื่อใจเช่นกัน”
……
……
ทั้งสามคนขี่กระบี่บินออกไป ก่อนจะบินลงไปบนเรือ
เจ้าล่าเยวี่ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ไปมาอย่างรวดเร็ว ไม่ได้กินหม้อไฟที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของอี้โจว
จัวหรูซุ่ยเองก็มีความรู้สึกที่เหมือนกัน เขาได้กลิ่นชามะลิที่อยู่ตรงแขนเสื้อ จึงมองไปทางกู้ชิงแล้วคิดในใจว่าควรจะให้เขาช่วยต้มชาให้อีกทีหรือเปล่า?
กู้ชิงไม่แม้กระทั่งเหลือบมองเขา หากแต่เดินผ่านตัวเขาไปตรงหน้าเก้าอี้ไม้ไผ่ กล่าวถามว่า “อาจารย์ ซูจึเย่จะรับปากหรือไม่ขอรับ?”
“ตอนนี้เขาเป็นแค่วิญญาณเร่รอน ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าต้นใดก็ล้วนแต่ยินดีที่จะคว้าเอาไว้ทั้งสิ้น ชิงซานคือต้นหญ้าที่แข็งแรงที่สุดต้นนั้น เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลองดู”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ จิ๋งจิ่วก็เดินไปยังมุมหนึ่งบนเรือ ตรงนั้นมีผ้าน้ำมันอยู่ผืนหนึ่ง ภายใต้ผ้าน้ำมันคือลังใบหนึ่ง
นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าในลังใบนี้ใส่อะไรเอาไว้ ศิษย์ยอดเขาซื่อเยวี่ยที่รับผิดชอบควบคุมเรือก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน
วิญญาณเร่ร่อนคือคำที่ซูจึเย่ใช้เรียกตัวเอง แล้วก็เป็นการวิเคราะห์ของถงเหยียนด้วย การที่ครั้งที่สามารถกำจัดศิษย์ที่หลงเหลืออยู่ของสำนักเสวียนอินได้อย่างง่ายดาย การวิเคราะห ห์และแผ