่สุดย่อมต้องเป็นเรื่องที่คุณชายเป็นเจ้าสำนักชิงซาน
ก็เหมือนอย่างที่จิ๋งจิ่วเคยรับรู้ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าในตอนที่เขาทำเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวนั้นไม่เคยจางหายไปไหน
“ในอดีตคุณชายเองก็เคยได้ที่หนึ่งในการประลองวิถีพรต แน่นอน คู่ต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งกว่าคู่ต่อสู้ของข้าในครั้งนี้มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเจอกับเรื่องในที่ราบหิมะด้วย ข้าไม่อาจเทียบกับคุณชายได้เลย”
บนใบหน้าที่ค่อนข้างคล้ำของหลิ่วสือซุ่ยเต็มไปด้วยประกายแห่งความสุข
จากนั้นเขาสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มของเสี่ยวเหอดูค่อนข้างฝืน สายตาดูหลุกหลิก เขาจึงหุบยิ้มพลางกล่าวถามอย่างจริงจังว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?”
เสี่ยวเหอกล่าวเสียงสั่นว่า “เมื่อปีที่แล้วตอนที่ฝนฤดูใบไม้ผลินั้นตกลงมา นักพรตไท่ผิงมาที่นี่”
สายตาของหลิ่วสือซุ่ยคร่ำเคร่งขึ้นมาเล็กน้อย เขากล่าวถามว่า “นักพรตไท่ผิง?”
เสี่ยวเหอก้มศีรษะพลางกล่าวว่า “ข้าไม่มีทางลืมใบหน้าเขา เขาคือสมณะที่อยู่ในวัดกั่วเฉิงผู้นั้น ท่านบอกว่าเขาคือนักพรตไท่ผิงมิใช่หรือ?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวถามว่า “แล้วทำไมตอนนั้นเจ้าไม่บอกข้า?”
เสี่ยวเหอเช็ดดวงตา กล่าวว่า “ข้ากลัว….ภายหลังอยากจะบอกท่าน แต่ท่านเรียนหนังสือหนัก…ยิ่