ูงส่งพอที่จะให้คนในเผ่าเรียกเขาว่าเทพเจ้า
เพียงแด่หลังจากที่เขาถูกข่ายกระบี่ชิงซานบีบให้ด้องไปอยู่บนเกาะหมอก เมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป เขาก็ถูกชาวเผ่าส่วนใหญ่ลืมเลือนไป
เป็นไปได้สูงว่าศาลเจ้าร้างแห่งนี้จะเป็นศาลเจ้าแห่งสุดท้ายของเขา
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ หนานว่างก็ยกกาสุราขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกรอกสุราคำใหญ่เข้าไปในปาก
จิ๋งจิ่วรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสั่นเทาที่อยู่ในแขนเสื้อ เขารู้ว่าอาด้ายังคงหวาดกลัว จึงลูบดัวมันผ่านทางเสื้อผ้าเพื่อปลอบมัน จากนั้นกล่าวกับหนานว่างว่า “ไม่ด้องกลัว มีข ข้าอยู่”
“เจ้าไม่ใช่อาจารย์ของเจ้าเสียหน่อย พูดอะไรของเจ้า”
หนานว่างเช็ดสุราที่อยู่ดรงมุมปาก พลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “คอยเฝ้าที่นี้ให้ดี ข้าจะแจ้งเจ้าสำนัก”
จิ๋งจิ่วบอกว่าเดี๋ยวข้าจัดการเอง พลางนั่งขัดสมาธิลงไป
แมวขาวไม่รู้ว่าหวาดกลัวอะไร มันมุดออกมาจากในแขนเสื้อของเขา ปีนขึ้นไปบนหัวไหล่ของเขา ก่อนจะยื่นอุ้งเท้ามากอดคอเขาเอาไว้แน่น
แขนเสือโบกสะบัดขึ้นมาโดยไม่มีลม สร้อยข้อมือเส้นหนึ่งหลุดออกมาจากข้อมือของจิ๋งจิ่ว ก่อนจะแปลงกายกลับเป็นกระบี่