นื่อย ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ พบว่าค่อนข้างเย็นแล้ว
ต่อให้หลิ่วสือซุ่ยจะขยันขันแข็งแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะทำให้ชาที่อยู่ในถ้วยร้อนอยู่ตลอดเวลาได้ นี่ไม่ได้เกี่ยว วกับความตั้งใจ
เขาเงยหน้ามองออกไปด้านนอกหน้าต่าง พบว่าค่อนข้างมืดแล้ว ถึงได้พบว่าตัวเองใช้เวลาในการคำนวณนานขนาดนี้
“คุณชาย?” หลิ่วสือซุ่ยตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “พอแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ”
หลิ่วสือซุ่ยคิดในใจ ท่านไม่คิดจะแบ่งปันความลับนั้นกับข้าหน่อยหรือ?
จิ๋งจิ่วไม่มีนิสัยแบ่งปันความลับกับเขา อีกทั้งเขาก็มิใช่เจ้าล่าเยวี่ย จากนั้นกล่าวถามว่า “เจ้าจะเป็นตัวแทนเรื อนอี้เหมาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ย?”
หลิ่วสือซุ่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนไม่เคยเข้าร่วม เลยรู้สึกอยากรู้น่ะขอรับ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ประลองวิถีพรต?”
หลิ่วสือซุ่ยยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน กล่าวว่า “พิณหมากเขียนพู่กันข้ารู้เรื่องที่ไหนกันล่ะขอรับ ก็มีแต่ต่อสู้ นี่แหละขอรับ”
ถึงแม้จะเป็นตัวแทนของเรือนอี้เหมา แต่หลิ่วสือซุ่ยก็ยังเป็นศิษย์ชิงซาน ไม่เข้าใจเรื่องพิณหมากล้อมและการเขียน พู่กัน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการต่อสู้ นี่ย่อมต้องเป็นศิษย์ชิงซานอย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วเข้าใ