เองก็เป่าขลุ่ยออกมาเพลงหนึ่ง แล้วก็รู้สึกอยากดื่มสุราเป็นพิเศษ
หลังดื่มสุราไปสองชาม เขาถึงจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารที่ตนเองชื่นชอบมาครึ่งชาม จากนั้นค่อยๆ กิน สักพักก็จะคีบหัวไชเท้าแดงขึ้นมาล้างปาก
“ฉานจึเขียนจนหมายให้เจ้าไปเรือนอี้เหมามิใช่หรือ? เหตุใดถึงไม่ไป?” จู่ๆ อินซานก็มองหลิ่วสือซุ่ยพลางกล่าวถาม
หลิ่วสือซุ่ยยิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือสมณะสูงศักดิ์ของวัดกั่วเฉิงหรือไม่ก็สหายของคุณชาย จึงยิ้มตอบกลับไปอย่างรู้สึกผิด แต่กลับไม่กล่าวกระไร
ตอนที่อยู่ในเขาอวิ๋นเมิ่ง จิ๋งจิ่วเคยถามคำถามเขาแบบเดียวกัน ตอนนั้นเขาไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้ยิ่งไม่มีทางพูดแน่นอน
อินซานยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นถามว่า “แสวงมรรคาครั้งนี้ เข้าใจอะไรบ้าง?”
หลิ่วสือซุ่ยคิดถึงตอนที่ตนเองไปเป็นองครักษ์และบำเพ็ญเพียรอยู่ในโลกนั้น พบว่าช่างเรียบง่ายน่าเบื่อ มิได้รู้แจ้งอะไรเพิ่มเติม จึงกล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “ไม่มี”
อินซานถามว่า “แล้วจิ๋งจิ่วล่ะ?”
หลิ่วสือซุ่ยไม่แม้กระทั่งหยุดคิด ตอบกลับไปว่า “คุณชายก็มิได้ต่างอะไรจากตอนที่อยู่ด้านนอก ยังคงเป็นแบบนั้น”
อินซานนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “แบบนั้นก็ดี”
……
……
ณ ลานหินแห่งหนึ่งบนเขาอ