งกล่าวว่า “ฝ่าบาทเชิญกระหม่อมมาเสียนหยาง ที่แท้ทรงต้องการสังหารกระหม่อม”
ฮ่องเต้แคว้นฉินหัวเราะเสียงดังพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เข้าใจผิดแล้ว ข้าพเจ้าอยากจะให้โอกาสท่านในการสังหารข้าพเจ้าต่างหาก”
อวิ๋นซีเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนกล่าวถามว่า “เหตุใดฝ่าบาทถึงรู้จักกระหม่อมดีเพียงนี้?”
ฮ่องเต้แคว้นฉินหุบยิ้ม กล่าวว่า “เพราะข้าพเจ้ารู้ดีว่าท่านคือใคร รู้ดีกว่าตัวท่านเองเสียอีก พวกท่านคือคนดื้อดึงและเชื่อมั่นในหลักการของตนเองเท่านั้น การที่สามารถมายืนอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าได้ ท่านก็มีโอกาสครั้งนี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่พูดเกลี้ยกล่อมข้าก็สังหารข้า หากพลาดโอกาสนี้ไป ท่านไม่มีทางยกโทษให้ตัวเองแน่นอน”
อวิ๋นซีไม่ได้กล่าวอะไรอีก มือขวาค่อยๆ เลื่อนลงไปกุมด้ามกระบี่
มาตรว่าเป็นกระบี่ยาวที่ใช้เป็นเครื่องประดับ มันก็สังหารคนได้เช่นเดียวกัน
ภายในท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบสงัดเป็นเวลานาน คล้ายดั่งสุสาน แต่กลับไม่รู้ว่าอีกประเดี๋ยวใครจะต้องนอนอยู่ที่นี่
……
……
ลมที่มีกลิ่นเหม็นไหม้จางๆ ของน้ำยาเคลือบพัดลอยเข้ามาจากด้านนอกท้องพระโรง พัดชุดของอวิ๋นซีขยับเล็กน้อย
ร่างกายอวิ๋นซีขยับตามชุดขึ้นมา ลอยออกไปเบื้องหน้าเหมือนดั่งเมฆก้อนหนึ่ง กระบี่ยาวทลายปลอกกระบี่ออกมา ถูกเขากุมเอาไว้ในมือ
ฮ่องเต้แคว้นฉินยืนอยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบจ้าง มองดูภาพนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ฝึบๆๆๆๆๆ เสียงดีดของสายหน้าไม้จำนวนนับไม่ถ้วนด