ขุนนางของแคว้นฉินผู้นั้นเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง รูปร่างอ้อนแอ้นอรชร สายตาเป็นประกาย ให้ความรู้สึกงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ
คำพูดเพียงประโยคเดียวของนางก็สามารถไล่ขุนนางของแคว้นฉิน โดยเฉพาะอดีตคนของชางโจวเหล่านั้นให้ออกไปจากท้องพระโรงได้ สถานะของนางในเสียนหยางย่อมต้องสูงส่งอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้จักกับถงเหยียนด้วย
นี่ก็ทำให้ทราบได้ว่านางเป็นใคร แต่แน่นอนว่านางเองก็ไม่เคยคิดปิดบังจิ๋งจิ่วว่าตนเองเป็นใครเช่นกัน ไม่อย่างนั้นนางคงไม่เสี่ยงมาที่นี่
เมื่อเห็นจัวหรูซุ่ยที่โผล่ออกมาจากด้านหลังเสา ไป๋เจ๋าเอียงหน้าเล็กน้อย ก่อนถามอย่างไม่เข้าใจว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
จัวหรูซุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
เมื่อคิดถึงคำพูดของจัวหรูซุ่ย นางก็คาดเดาอะไรได้บางอย่าง ก่อนจะมองไปทางจิ๋งจิ่วอย่างไม่มั่นใจ พลางกล่าวว่า “ท่านกำลังรอเขาอยู่?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ถูกต้อง”
ไป๋เจ่ารู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “เขาเป็นฮ่องเต้แคว้นฉิน ตอนนี้แคว้นฉู่ไร้ซึ่งกำลังต่อกร แล้วไยเขาต้องเสี่ยงมาที่นี่ด้วย?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ของเจ้าเป็นคนหยิ่งทะนง เขาน่าจะยินดีมาที่นี่เพื่อดูสภาพของข้าในตอนที่ยอมแพ้”
ไป๋เจ๋าส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “หยิ่งทะนงไม่ได้แปลว่าจะได้ใจจนลืมตัว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “จากที่คาดการณ์เอาไว้ เขาอาจจะไม่มีทางได้ใจ แต่เขาได้ลืมตัวไปบ้างแล้ว”
คำพูดประโยคนี้มีความหมายอื่นแฝงเ