ยู่เป็นจำนวนมาก
ที่ยุ่งยากมากที่สุดก็คือบนภูเขาเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล มีนักกวีผู้หนึ่งยืนถือร่มยืนชมหิมะอยู่
บนขมับของนักกวีผู้นี้มีน้ำค้างแข็งเกาะ ดูจากอายุแล้วมิใช่ผู้แสวงมรรคา แต่พลังกลับแข็งแกร่ง
“มั่วกง ข้าเคยได้ยินชื่อท่าน”
จัวหรูซุ่ยมองดูนักกวีที่อยู่ไกลออกไปผู้นั้นพลางกล่าว “ได้ยินว่าท่านอาจจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกนี้ หากมีโอกาสข้าต้องแวะไปขอคำชี้แนะจากท่านแน่นอน แต่วันนี้ไม่ได้”
บัณฑิตผู้นั้นหุบร่ม เดินลงมาจากเขา
หิมะตกลงมาอีกครั้ง
จัวหรูซุ่ยกล่าวกับถงเหยียน “ขอลา”
ถงเหยียนกล่าวว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าตัวเองจะออกไปได้?”
เมื่อรู้ว่าการซุ่มโจมตีถูกเปิดเผยแล้ว องครักษ์และทหารที่อยู่เรือต่างไม่ได้ปลอมตัวอีก หากแต่ยกหน้าไม้เล็งมายังฝั่งท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างตกใจของเหล่าหญิงสาว
องครักษ์ที่อยู่ริมฝั่งเองก็ขยับเข้าไปใกล้
“ข้าย่อมออกไปได้แน่นอน เพราะไม่ใช่เจ้าเพียงคนเดียวที่เตรียมตัวมา”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ จัวหรูซุ่ยก็สวมหมวกลี่เม่ากลับไป หมุนตัวเดินเข้าไปในพายุหิมะ
หัวหน้าองครักษ์มองไปทางถงเหยียน รอเขาออกคำสั่ง
ถงเหยียนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร หลังจากนั้นจึงยกมือขึ้นมา เพื่อบอกทุกคนว่าไม่ต้องลงมือ เหล่าองครักษ์ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ในใจครุ่นคิดว่าวันนี้วางกำลังเอาไว้เพียบพร้อม อีกทั้งยังมียอดคนอย่างท่านมั่วอยู่อีก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสังหารคนชุดดำผู้นี้ เหตุใดรัฐทายาทถึงไม่ลง