หากในเวลานี้นกชิงเหนี่ยวยังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ด้านนอกหน้าต่าง แล้วเอาคำพูดของหลิ่วสือซุ่ยส่งออกไปยังโลกด้านนอก เช่นนั้นคงจะต้องเกิดความวุ่นวายและความตกตะลึงขึ้นมาอย่างแน่นอน
ทุกคนต่างคิดว่าสำนักจงโจวกุมความได้เปรียบในงานชุมนุมแสวงมรรคาครั้งนี้เอาไว้ เพราะพวกเขามีศิษย์เข้ามาในดินแดนแห่งความฝันทั้งหมดสี่คน
ใครจะไปคิดบ้างว่าสำนักชิงซานจะส่งศิษย์เข้ามาสามคนอย่างเงียบๆ จิ๋งจิ่วที่เป็นตัวแทนสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง แต่ใครจะไปคิดบ้างว่าจะยังมีหมากลับอย่างหลิ่วสือซุ่ยอยู่อีก?
แบบนี้การที่นักพรตหลิ่วเดินทางมายังเขาอวิ๋นเมิ่งด้วยตัวเองก็ไม่แน่ว่าจะเป็นการให้เกียรติสำนักจงโจวอย่างที่หลายคนมองกันแล้ว หากแต่เหมือนเป็นการมาสั่งการด้วยตัวเองเพื่อชัยชนะหลังจากนี้มากกว่า!
……
……
จิ๋งจิ่วกล่าวถามว่า “ปราณก่อกำเนิดในตัวเจ้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “หลายปีก่อนกำเริบขึ้นมาเล็กน้อย แต่ท่านเจ้าสำนักได้ถ่ายทอดวิชาหนึ่งให้ข้า เลยสะกดมันเอาไว้ได้ชั่วคราวขอรับ”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เอาไว้ออกไปแล้ว ไปยังเรือนอี้เหมาเสียหน่อยจะดีกว่า การสะกดเอาไว้มันอยู่ไม่ได้นาน หาวิธีกำจัดมันทิ้งจะดีกว่า”
หลิ่วสือซุ่ยไม่อยากจะไปเรือนอี้เหมา แต่ในเมื่อคุณชายเอ่ยปากแล้ว จึงทำอะไรไม่ได้ เขาได้แต่ต้องรับปากไป
จิ๋งจิ่วยังคงเป็นห่วงเรื่องที่เขาโกหกเพื่อที่จะได้คอยคุ้มครองตัวเองในดินแดนแห่งความฝัน จึงย