ะราชทานให้”
เขาวางถ้วยชาลง จากนั้นกล่าวว่า “ฝ่าบาทมิใช่คนโง่เขลาที่ไม่รู้เรื่องมารยาทอะไร เหตุใดถึงต้องทำเช่นนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวคำพูดประโยคแรกหลังจากที่ขึ้นครองราชย์ “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
มหาบัณฑิตเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ในราชสำนักมีหลายคนที่ใจคิดคด ด้านประชาชนเองก็เริ่มมีความวุ่นวายขึ้นมา จิ้งอ๋องอยู่ไกลถึงชางโจว ใครจะรู้บ้างว่าในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่ และที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่าฝ่าบาททรงแสดงความอ่อนแอไร้ความสามารถออกมามากเกินไป หากเกิดความวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ สงครามดำเนินต่อเนื่อง ทหารของทั้งสามเหล่าทัพนองเลือด ประชาชนต้องหนีตาย ฝ่าบาททรงทนมองได้หรือพ่ะย่ะค่ะ? หากที่ผ่านมาพระองค์ทรงแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เช่นนั้นกระหม่อมคิดว่าตอนนี้ฝ่าบาทก็ควรเริ่มแข็งแกร่งขึ้นมาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าอยู่ในวังมาสิบปี เจ้าเคยได้ยินว่าข้าชอบเที่ยวเล่นไหม?”
มหาบัณฑิตกล่าวว่า “ไม่เคยได้ยินพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมถึงได้รู้สึกสงสัยและไม่เข้าใจมาโดยตลอด”
จิ๋งจิ่วกล่าวถามว่า “เจ้าเป็นคนฆ่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนหรือเปล่า?”
คำถามนี้เหมือนเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมา
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เกรงว่าคงจะตกใจจนเป็นลมแล้ว
แต่มหาบัณฑิตกลับสงบนิ่ง กล่าวว่า “ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วถามว่า “ชื่ออะไร?”
มหาบัณฑิตเงยหน้าขึ้นมา รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย พบว่าฝ่าบาทมิได้เสแสร้ง จึงกล่าวอย่างโมโห