คนกันแน่?”
ขณะที่พูดจบ ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็เดินออกมาจากในป่า
คิ้วสองข้างของเขาบางเป็นอย่างมาก ให้ความรู้สึกหยิ่งทะนง แยกตัวออกจากโลก
นั่นคือถงเหยียนแห่งจงโจว
“เขาอวิ๋นเมิ่งใหญ่โต เหตุใดพวกท่านต้องมาย่างปลากันที่นี่ด้วย?”
ไป๋เจ่ามองเขา พลางกล่าวอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “ศิษย์พี่ ป้ายคำสั่งที่ข้าให้ท่านไม่ใช่เอามาใช้ทำเรื่องพวกนี้นะ”
เหอจานพลันรู้สึกว่าปลาและคบไฟในมือหนักอึ้งขึ้นมา เหมือนตัวเองจะสร้างปัญหาให้เพื่อนอีกแล้ว?
ถงเหยียนคิดเล็กน้อย กล่าวว่า “ไปย่างปลาที่อื่นน หากถูกพวกอาจารย์ว่าขึ้นมามันจะยุ่งยาก แต่ที่นี่ไม่มีใครมาว่า ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะ เจ้าเองก็สบายดีนะ”
ไม่เจอกันนานนั้นพูดกับจิ๋งจิ่ว
สบายดีนะพูดกับจัวหรูซุ่ย
เจ้าเองก็สบายดีนะพูดกับหญิงสาวจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย
คำพูดประโยคเดียวคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด
สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์ทางวิถีหมากล้อม
คนที่อยู่ในที่ตรงนี้เกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา
หรือว่านี่จะเป็นความเกียจคร้านอย่างหนึ่ง?
คำพูดของจิ๋งจิ่วน้อยกว่าเป็นเพราะฝีมือทางหมากล้อมของเขาแข็งแกร่งกว่า หรือเป็นเพราะเขาเกียจคร้านมากกว่า?
เซ่อเซ่อพลันถามขึ้นมา “พวกเจ้าจะสู้กันหรือ?”
จัวหรูซุ่ยตอบอย่างเอื่อยเฉื่อย “ข้าจะขอคำชี้แนะจากอาจารย์อา”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าต้องชี้แนะแน่นอน”
เซ่อเซ่อมองจัวหรูซุ่ย พลางกล่าวอย่างเห็นใจว่า “อย่างนั้นเจ้าแย่แล้วล่ะ”