ชื่อนั้นก็งุนงงเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าเหตุใดถึงรู้สึกคุ้นเคยเช่นนี้ คล้ายเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
จากนั้นครู่หนึ่ง เขาพลันคิดขึ้นมาได้ จึงอ้าปากค้าง
“อาาา จิ๋งจิ่วแห่งชิงซาน!”
เขาหมุนตัวมองไปยังทางขึ้นเขา ไหนเลยยังจะมีเงาของอีกฝ่ายอีก เขารีบหยิบวัตถุวิเศษขึ้นมาแจ้งอาจารย์ที่อยู่ในภูเขา
……
……
ในหุบเขาทั้งสิบสองของเขาอวิ๋นเมิ่ง หุบเขาอิ๋งเซียนมีลักษณะพื้นที่ที่ราบเรียบที่สุด เรือกระบี่และเรือเมฆของสำนักต่างๆ ที่มาร่วมงานต่างจอดอยู่ที่นี่
จากในหุบเขาขึ้นไปยังที่พักเซียนที่อยู่บนบยอดเขามีเส้นทางอยู่หลายเส้น ริมทางเต็มไปด้วยสนโบราณพันปี ดูเขียวขจีเป็นยิ่งนัก
ที่นี่ไม่สะดวกที่จะขี่กระบี่หรืออาวุธวิเศษ มิเช่นนั้นทั่วทั้งยอดเขาคงจะเต็มไปด้วยลำแสงกระบี่และลำแสงอาวุธเศษ บินกันวุ่นวาย
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตเดินอยู่ในภูเขา หยุดพักอยู่ในศาลา ประเดี๋ยวก็กล่าวทักทายกันเป็นระยะ
ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตมีงานใหญ่เช่นนี้ไม่มากนัก หลายคนกว่าจะได้เห็นงานแบบนี้ก็ต้องรอเป็นเวลานานหลายปี พวกเขาจึงไม่มีทางพลาดโอกาสแบบนี้แน่นอน
มีผู้บำเพ็ญพรตกลุ่มหนึ่งที่ดูสะดุดตามากที่สุด พวกเขาสวมชุดสีเขียว เดินขึ้นไปยังยอดเขาอย่างเงียบๆ
การที่ทำให้ผู้อาวุโสระดับเยวี่ยเชียนเหมินต้องมาต้อนรับด้วยตัวเองได้ พวกเขาย่อมต้องมาจากชิงซานอย่างแน่นอน
ผ่านไปหลายร้อยปี เหล่าผู้ฝึกกระบี่ของสำนักชิงซานมาปรากฏตัวที่เขาอวิ๋นเมิ่งอีกครั้ง ยิ่งไปกว่