“ครั้งนี้สำนักชิงซานเป็นใครที่ไป? กั้วหนานซานหรือว่าโหยวซือลั่ว?”
“เจ้านี่อยู่หลังเขาจริงๆ หรือเจ้าไม่ได้ยินเรื่องที่เจ้าล่าเยวี่ยจะเข้าร่วมงานชุมนุม?”
“ข่าวของเจ้าเองก็ไม่เร็วเหมือนกัน…กระทั่งเรื่องที่จัวหรูซุ่ยเอาชนะเจ้าล่าเยวี่ยได้ก็ยังไม่รู้”
“เจ้าว่าอะไรนะ? จัวหรูซุ่ย? เจ้าสัตว์ประหลาดที่พอเข้าไปในสำนักก็เริ่มเก็บตัวบำเพ็ญเพียรน่ะหรือ?”
ภายในวัดร้างมีเสียงอุทานตกใจดังขึ้นมา เปลวไฟวูบไหวไม่นิ่ง
ผู้คนพากันพูดคุยถึงเรื่องนี้กันอย่างตื่นเต้น
มีคนผู้หนึ่งสวมหมวกลี่เม่า นั่งแอบอยู่ในมุมมืดมุมหนึ่ง ไม่มีใครสังเกตเห็น
คนผู้นี้ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรต่อสิ่งที่เหล่าผู้บำเพ็ญพรตพูดคุยกันก่อนหน้านี้เลย จนกระทั่งเมื่อได้ยินว่าเจ้าล่าเยวี่ยพ่ายให้แก่จัวหรูซุ่ย หมวกลี่เม่าถึงได้ขยับขึ้นมาเล็กน้อย
“ตอนนั้นจัวหรูซุ่ยบอกว่าศิษย์ของยอดเขาเทียนกวงอยากจะขอคำชี้แนะจากศิษย์ของปรมาจารย์จิ่งหยาง พวกเจ้าดูความโอหังอันนี้สิ เขาไม่ได้มองเจ้าล่าเยวี่ยอยู่ในสายตาเลย”
ผู้บำเพ็ญพรตที่ข่าวสารแม่นยำผู้นั้นกล่าวว่า “หลังเขาชนะแล้วก็ยิ่งโอหังมากกว่านั้นอีก เขาชี้หน้าเจ้าล่าเยวี่ยแล้วกล่าวว่า อย่างเจ้าน่ะหรือจะมาเป็นผู้สืบทอดของปรมาจารย์อา?”
มีคนยิ้มดูถูกพลางกล่าว “เจ้าโกหกต่อไปเถอะ เพียงแค่ดูก็รู้ว่าไม่มีความรู้ เจ้าล่าเยวี่ยเป็นเจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อ เป็นอาจารย์อาของจัวหรูซุ่ย ต่อให้เขาจะอวดดีแค่ไหน แต่พูดจาแบบนี